ชีวิตทางเศรษฐกิจของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยทรงดำ
เมื่อผมรู้ว่าการทำงานภาคสนามในวิชาชาติพันธุ์นี้ เราจะไปศึกษาและทำความรู้จักกับกลุ่ม “ไทยทรงดำ” พูดกันตามตรงแล้วผมก็เคยได้ยินมาผ่าน ๆ แต่ไม่ได้รู้จักพวกเขาเลย จึงเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับผมที่จะทำความรู้จักกับกลุ่มชาติพันธุ์นี้ ก่อนที่เราจะทำงานที่ชุมชนไทยทรงดำ บ้านหัวเขาจีน ตำบล ห้วยยางโทน อำเภอ ปากท่อ จังหวัดราชบุรี เป็นเวลา 4 วัน 3 คืน ก็จะต้องศึกษาและเรียนรู้เบื้องต้นถึงประวัติความเป็นมาและวัฒนธรรม
ก้าวแรกของการมาเยือน
การเดินทางโดยรถตู้ด้วยระยะเวลา 2-3 ชั่วโมง ในที่สุดก็มาถึงสถานที่หมาย สิ่งแรกที่มารอต้อนรับเราเลยคือความร้อนกับแสงแดดที่สาดส่องลงมา นำของสัมภาระต่าง ๆ ลงรถ สถานที่ที่เห็นต่างจากที่คิดไว้ เมื่อนึกถึงหมู่บ้านก็มักมีภาพของบ้านไม้หลังเล็ก ๆ อยู่ไม่เยอะมาก แต่กลับเห็นเป็นบ้านธรรมดาที่สะท้อนสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของชาวไทยทรงดำ
มีหลังคาที่ทำจากฟางและทรงหลังคาที่โดดเด่น เป็นที่ตั้งของ ศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำ โดยตามชื่อแล้วที่นี่ก็เหมือนสถานที่รวบรวมองค์ความรู้และสินค้าจากวัฒนธรรมของไทยทรงดำที่ยังคงรักษาไว้
การพบเจอกับนักปราชญ์ในหมู่บ้าน
การต้อนรับโดยคนไทยทรงดำที่ศูนย์วัฒนธรรมนั้นเป็นบรรยากาศที่อบอุ่น พวกเราเรียกว่า “เหล่าแม่ ๆ” เพราะที่ศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำมีแต่ผู้หญิง พวกเราเข้าร่วมพิธีกรรมโดยเรียกคนที่ทำพิธีว่า “หมอเสน” หรืออีกชื่อคือนักปราชญ์ โดยเขาคนนี้เป็นชายชราที่ดูมีอายุมากแล้ว เวลาที่ต้องมีทำพิธีต่างๆ ในหมู่บ้านก็ต้องมีหมอเสนที่มาเป็นคนช่วยทำพิธี
“เมื่อก่อนในหมู่บ้านมีหมอเสนอยู่ 4 คน แต่ก็ตายกันไปหมดแล้ว เหลือแค่ผมคนเดียว”
ผมและเพื่อน ๆ ได้พูดคุยกับหมอเสนท่านนี้ เขาเล่าว่าเมื่อก่อนในหมู่บ้านนี้มีหมอเสนสามคน แต่ก็ได้สิ้นอายุขัยกันไปหมดแล้ว เหลือแต่เขาที่เป็นหมอเสนคนเดียวในหมู่บ้าน การที่เขามาเป็นหมอเสนได้นั้นเดิมทีแล้วเขาก็ไม่ใช่คนในหมู่บ้านมาก่อน เพียงแต่มาแต่งงานกับภรรยาเขาที่เป็นคนไทยทรงดำ
การเป็นหมอเสนหรือปราชญ์นั้น มาจากการร่ำเรียนวิชาจนมีความรู้จากอาจารย์ที่เป็นหมอเสนจนได้เป็นปราชญ์ แต่ในยุคสมัยใหม่ คนที่สนใจในการเป็นหมอเสนน้อยลงจนแทบไม่มี และอาจต้องจ้างหมอเสนมาจากข้างนอกเพื่อทำพิธีในอนาคต
จากที่กล่าวไปนั้นทำให้เห็นได้ว่าชุมชนแห่งนี้ให้ความสำคัญกับพิธีกรรมของเขาที่นับถือผีบรรพบุรุษมาก เรียกว่าอยู่ในชีวิตประจำวันเป็นปกติจึงทำให้หมอเสนนั้นจำเป็นต่อชุมชนนี้
“เหล่าแม่ ๆ” ของชุมชน
การพักอาศัยของพวกเราที่ชุมชน ต้องไปนอนบ้านของเหล่ “าแม่ ๆ” หรือบ้านโฮมสเตย์ โดยผมกับเพื่อนผู้ชายอีกสี่คนได้ไปอยู่กับ “น้าอ้อย” บ้านเป็นบ้านยกใต้ถุนสูง ที่มีห้องนอนทั้งชั้นบนและชั้นล่าง มีห้องน้ำแยกอยู่นอกตัวบ้าน
ตลอด 4 วัน 3 คืน นี้เราได้ใช้เวลากับผู้หญิงในชุมชน ถ้าหากไม่ทำงานบ้านก็ทำนาอยู่บ้าน รวมทั้งมาที่ศูนย์วัฒนธรรมนี้ กลุ่มผู้หญิงจำนวนหนึ่งรวมตัวกันเพื่อทอผ้าที่ศูนย์วัฒนธรรม เพราะมีอุปกรณ์อย่างเครื่องทอผ้าจำนวนมาก แถมผ้าที่ทอได้นั้นสามารถขายเพื่อสร้างรายได้ จึงเป็นอาชีพเสริมของสตรีในชุมชน แสดงให้เห็นว่าจากเดิมที่ทอผ้าขึ้นมาเพื่อใช้ในกลุ่มไทยทรงดำอย่างเดียวก็ขายให้คนภายนอกเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมและยังสร้างรายได้เสริม
“การทอผ้าไม่ยากหรอกลูก เพียงแต่ตอนทำต้องมีสติเท่านั้นแหละ”
ผมได้ใช้เครื่องทอผ้า ลองทำครั้งแรกก็ทำได้ยากและทำผิดบ่อย ๆ แต่เมื่อทำไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มทำเป็น และทำสวยขึ้น เพราะขั้นตอนการทำนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงแต่ต้องลองทำบ่อย ๆ จึงจะชำนาญ แล้วทำได้เร็วมากขึ้น สิ่งที่ขาดไม่ได้คือสติ เพราะถ้าทอเพลินจนเหม่อลอยก็จะทำให้ลายออกมาไม่สวยและไม่สม่ำเสมอ เมื่อเปรียบเทียบกับฝีมือของผู้หญิงที่มีประสบการณ์ก็เทียบไม่ติดทั้งเรื่องความเร็วในการใช้เครื่องทอผ้า และทั้งความสวยงามของผ้าที่ทำออกมา ทำให้รู้ได้ว่าพวกเขามีสมาธิและสติที่ดีมาก ๆ
ผู้ใหญ่ไปทำงาน เด็กๆไปโรงเรียน
คนในหมู่บ้านนี้ประกอบอาชีพหลากหลาย ส่วนใหญ่เลือกทำงานโรงงานกันที่ไม่ไกลมากนัก หลายคนจึงเลือกทำงานที่โรงงานนั้น ๆ มีบางคนที่ทำเกษตรปลูกผักผลไม้หรือเลี้ยงสัตว์ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถเลี้ยงชีพได้ตลอดเพราะผลผลิตของผักผลไม้นั้นมีไม่มากพอในบางช่วง จึงรับจ้างทั่วไปเพื่อหารายได้ทดแทนการทำเกษตรหรือเลี้ยงสัตว์ที่ไม่เพียงพอ
ในอดีต เด็ก ๆ เรียนในโรงเรียนระดับชั้นประถมของหมู่บ้าน โรงเรียนได้ปิดตัวลงแล้วในปัจจุบัน เหลือไว้เพียงศูนย์วัฒนธรรม ในปัจจุบันนี้เด็ก ๆ ไทยทรงดำล้วนแต่ไปโรงเรียนที่จังหวัดอื่น ๆ โดยมีรถรับส่งในหมู่บ้าน เพื่อไปเรียนข้างนอกและนั่งรถรับส่งกลับมาเมื่อเลิกเรียนแล้ว
สภาพอากาศกับความยากลำบากในการทำงาน
หมู่บ้านมีพื้นที่ที่เป็นทุ่งนาจำนวนมาก เพราะหลาย ๆ บ้านนั้นก็มีนาไว้สำหรับทำนาปลูกข้าว ช่วงที่เราไปชาวบ้านบอกกันว่าช่วงนี้ร้อนมากเป็นพิเศษ ทำให้ทำนาไม่ได้ บวกกับที่นี่ไม่มีแม่น้ำหรือลำธารผ่าน น้ำในบ่อหรือบึงก็แห้งเหือดจึงไม่มีน้ำพอสำหรับทำเกษตรและพวกเขาจะไม่ใช้น้ำประปาทำการเกษตรกัน เว้นแต่บ้านใดที่มีการขุดบ่อน้ำบาดาลขึ้นมาใช้จะพอมีน้ำทำเกษตรกรรมบ้าง มีบ้านไม่กี่หลังเท่านั้นที่ขุดบ่อน้ำบาดาล หลาย ๆ บ้านจึงปล่อยทุ่งนาให้แห้งอย่างนั้นไว้แล้วพักจากการทำนาไปทำอย่างอื่นแทน เช่น บรรดาสตรีที่ทอผ้า เป็นต้น
การเลี้ยงสัตว์และฟาร์มหมู
คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่นั้นนิยมเลี้ยงวัว เพราะวัวช่วยในการไถ่นา แต่เมื่อเวลาผ่านไปมีรถแทรกเตอร์ที่ช่วยไถนาได้แล้ว ชาวบ้านก็นิยมเลี้ยงเพื่อขาย โดยไม่ต้องเสียค่าอาหารเพราะวัวกินหญ้าที่มีอยู่ทั่วไป แถมเลี้ยงแล้วได้ขี้วัวไปทำปุ๋ยอีกด้วย สัตว์ที่นิยมเลี้ยงอีกชนิดคือไก่ไข่ เลี้ยงไว้เพื่อให้ได้ไข่ไก่เพื่อไปทำอาหารกิน และไก่ชนที่เพาะเลี้ยงไว้ขายเพื่อให้ได้เงินก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง
ทั้งนี้ ในหมู่บ้านยังมีฟาร์มหมูขนาดใหญ่ที่นายทุนจากข้างนอกมาซื้อที่แล้วทำเป็นฟาร์มหมู่ไว้ พบว่ามีชาวบ้านไปทำงานในฟาร์มหมูอยู่บ้างเล็กน้อย อย่างไรก็ตามฟาร์มหมูแห่งนี้ได้สร้างมลภาวะทางกลิ่นเช่นกัน จากภายในฟาร์มส่งกลิ่นเหม็นออกมาจนทำให้ชาวบ้านรอบ ๆ รำคาญ บางรายก็เกิดโรค ปัญหานี้ก็ยังไม่ถูกแก้ไข เมื่อเวลาผ่านไปคนที่มีที่ติดกับโรงงานก็ขายที่เพราะทนกลิ่นจากฟาร์มหมูไม่ไหว และหลาย ๆ บ้านก็ชินกลิ่นเหม็นนั้นแล้ว