ผ้าไหมไม่เพียงแต่มีบทบาทมีหน้าที่เพื่อใช้ในการนุ่งห่มแล้ว มีผ้าบางชนิดที่นุ่งไม่ได้ ไม่นิยมนุ่ง นั่นคือผ้า “ปฎาน” หรือ “พิดาน” หรือ “ปิดาน” หรือ "ปิฎาน" ในภาษาอังกฤษมักใช้คำว่า Pidan หรือ Bitan
ในด้านความหมายของคำว่า “ปฎาน” หรือ “พิดาน” หรือ “ปะดาน” เป็นภาษาเขมรที่มีความหมายถึง “เพดาน” คือผ้าชนิดนี้ทอขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชาสําหรับใช้ในพิธีกรรมทางพุทธศาสนาใช้ขึงตกแต่งเพดาน ดาดเพดาน หรือเป็นฉาก โดยจะนำมาดาดเพดานเหนือรูปเคารพหรือขึงบนเพดานเหนือเศียรพระพุทธรูป และดาดเพดานในศาสนสถาน เช่น โบสถ์ วิหาาร ศาลาการเปรียญ มณฑลพิธีทางศาสนา เป็นต้น มีข้อสันนิษฐานว่าแรกเริ่มนั้นจะผลิตขึ้นจากในราชสํานักเขมร ต่อมาจึงได้ขยายตัวออกไปในภูมิภาคต่าง ๆ เช่น เมืองเสียมเรียบ เมืองพระตะบอง
ผ้า “ปฏาน” เป็นผ้าที่เป็นกระบวนการมัดหมี่ ลวดลายที่ทอจะเป็นเรื่องราวพุทธประวัติ หรือเรื่องราวของเครื่องบูชาในพุทธศาสนา อันเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความศรัทธาอันแรงกล้าที่มีต่อพระพุทธศาสนา และเป็นผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ผ้ามัดหมี่ของกลุ่มชาติพันธุ์เขมร
ชาวเขมร มีคติความเชื่อว่าการถวายผ้าปฎาน เป็นพุทธบูชาพระรัตนตรัย มีอานิสงส์ 16 กัลป์ได้เป็นพระ อินทร์ 7 ชาติ พระเจ้าจักรพรรดิ 7 ชาติ อยู่ในสถานที่ใด เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายก็จะเคารพบูชาอยู่ทุกเมื่อ ผู้ที่ทอผ้าและนํามาถวายเป็นพุทธบูชาจึงนับเป็นบุญกุศลสูงสุด ผู้ทอจึงต้องใช้ความประณีตในการทอ ประดิษฐ์ ตกแต่งลวดลายที่มีความหมายสื่อถึงพระพุทธศาสนา ซึ่งส่วนใหญ่นิยมทอลวดลาย หรือสัญลักษณ์เป็นเรื่องราว ท่ีมีความเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ หรือ ทศชาติชาดกพระพุทธเจ้าตอนต่างๆ หรือพระธาตุเจดีย์ ผสมผสานกับ ลวดลายสัตว์ท่ีเชื่อว่าเป็นพาหนะของพระพุทธเจ้า อย่างเช่น ช้าง ม้า หรือลายสัตว์มงคล อย่างเช่น ลายนาค เป็นต้น
ผ้าปฎานนิยมทอด้วยผ้าไหม ลวดลายมัดหมี่ที่พบบนผ้าปฎานทั้งหมดล้วนเกิดจากการทำมัดหมี่เส้นพุ่ง และลวดลายมัดหมี่บนผืนผ้าปฎานนี้ก็จะเป็นภาพเล่าเรื่องเหตุการณ์สำคัญในพระพุทธประวัติและชาดกในพระชาติสำคัญต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทศชาติชาดก และพระชาติสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือมหาเวสสันดรชาดก
ความงดงามของลวดลายมัดหมี่บนผ้าปฎานนั้นอยู่ที่การวางองค์ประกอบของภาพและการมัดหมี่ภาพองค์ประกอบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิงสาราสัตว์ต้นหมากรากไม้ดอกไม้ท้องฟ้า เมฆ และนกต่างๆ จึงอาจกล่าวได้ว่า “ผ้าปฎานนี้น่าจะพัฒนามาจากภาพจิตรกรรมฝาผนังหรือผ้าพระบฏ
ซึ่งผ้าพระบฏโดยทั่วไปจะนิยมการเขียนด้วยสีฝุ่นบนผืนผ้าขาว หากแต่สตรีชาวเขมรมีความสันทัดจัดเจนในการทอผ้าไหมมัดหมี่มากกว่าการเขียนภาพจึงดัดแปลงผ้าพระบฏจากการเขียนภาพมาเป็นการสร้างภาพด้วยการมัดหมี่ซึ่งพัฒนามาเป็นผ้าปฎานในเวลาต่อมา
ผ้าปฎาน แต่เดิมเป็นผ้าผืนใหญ่มากและโดยปกติแล้วชาวบ้านจะไม่นำมานุ่งห่มหรือสวมใส่เพราะถือเป็นของสูง ในปัจจุบันมีการประยุกต์ ใช้ในงานประเภทอื่นๆเช่นประดับตกแต่งในโรงแรม ในห้องพระหรือนำไปถวายพระ จึงได้ทำขนาดผืนเล็กลงขนาดกำลังพอดีในการเข้ากรอบเพื่อใช้งาน
ในชุมชนเขวาสินรินทร์ยังมีช่างที่ทำผ้าปฎานอยู่สามสี่ท่าน ในหมู่ 1 บ้านเขวาสินรินทร์จะมีคุณแม่สุพัฒนา ไมยวรรณ อายุ 65 ปี ทางบ้านสดอมีช่างรุ่นเยาว์อย่าง ณัฐวุฒิ ธราจารวัตร อายุ 23 ปีที่สร้างสรรค์งานอย่างผ้าปฎานออกมาให้ได้เห็นกันอยู่
ขอบคุณข้อมูลจาก : อาจารย์พงศธร ยอดดำเนิน, คุณโสภาส ณ ตะกั่วทุ่ง, คุณสุพัฒนา ไมยวรรณ
ขอบคุณภาพจาก : คุณแม่สุพัฒนา ไมยวรรณ
ขอบคุณภาพจากหนังสือ : มัดหมี่มัดใจ