วัดปทุมคงคา ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างวัดเป็นที่แน่นอน ทราบแต่เพียงว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย จากนั้นในสมัยรัตนโกสินทร์สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทก็ได้บูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมา เมื่อครั้งรัชกาลที่ 1 ทรงย้ายพระนครแล้วให้สร้างพระบรมมหาราชวังขึ้นตรงข้ามกับกรุงธนบุรีเดิม ก็ได้ปรากฏนามวัดปทุมคงคาว่า “วัดสำเพ็ง” ดังความในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 1 ว่า
“จึ่งทรงพระราชดำริว่าเมืองธนบุรีนี้ฝั่งฟากตะวันออกเป็นที่ชัยภูมิดีกว่าที่ฟากตะวันตก โดยเป็นที่แหลมมีลำแม่น้ำเป็นขอบเขตอยู่กว่าครึ่ง ถ้าตั้งพระนครข้างฝั่งตะวันออก แม้นข้าศึกยกมาติดถึงชานพระนครก็จะต่อสู้ป้องกันได้ง่ายกว่าอยู่ข้างฝั่งตะวันตก ฝั่งตะวันออกนั้นเสียแต่เป็นที่ลุ่ม เจ้ากรุงธนบุรีจึ่งได้ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นที่ดอน แต่ก็เป็นที่ท้องคุ้งน้ำเซาะทรุดพังอยู่เสมอไม่ถาวร พระราชนิเวศน์มนเทียรสถานเล่า ก็ตั้งอยู่ในอุปจาร ระหว่างวัดแจ้งและวัดท้ายตลาดขนาบอยู่ทั้ง 2 ข้าง ควรเป็นที่รังเกียจ ทรงพระราชดำริดังนี้ จึ่งดำรัสสั่งให้พระยาธรรมาธิกรณ์กับพระยาวิจิตรนาวี เป็นแม่กองคุมช่างและไพร่ไปวัดกะที่สร้างพระนครใหม่ข้างฝั่งตะวันออก ได้ตั้งพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อ ณ วันอาทิตย์ เดือนหกขึ้นสิบค่ำ ฤกษ์เวลาย่ำรุ่งแล้ว 54 นาที พระราชวังใหม่ให้ตั้งในที่ซึ่งพระยาราชาเศรษฐีและพวกจีนอาศัยตั้งบ้านเรือนอยู่แต่ก่อน โปรดให้พระยาราชาเศรษฐีและพวกจีนย้ายไปตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ ที่สวน ตั้งแต่คลองวัดสามปลื้มไปจนถึงคลอง ‘วัดสำเพ็ง’ แล้วจึ่งได้ฐาปนาสร้างพระราชนิเวศน์มนเทียรสถาน ล้อมด้วยปราการระเนียดไม้ไว้ก่อน พอเป็นที่ประทับอยู่ควรแก่เวลา”
วัดปทุมคงคาเป็นวัดสำคัญที่เกี่ยวข้องกับงานพระบรมศพและพระศพเจ้านายมาตั้งแต่ครั้งกรุงธนบุรี คือใช้ท้องน้ำของวัดเป็นสถานที่สำหรับลอยพระอังคารที่เหลือจากการถวายพระเพลิงพระบรมศพและพระศพเจ้านายเรื่อยมา กระทั่งสมัยรัชกาลที่ 6 ของกรุงรัตนโกสินทร์จึงยกเลิกธรรมเนียมการลอยพระอังคารไป สำหรับพระมหากษัตริย์เปลี่ยนมาเป็นการนำพระบรมราชสรีรางคารเข้าบรรจุไว้ใต้ชุกชีพระประธานในพระอารามประจำรัชกาลแทน
เหตุที่ใช้ท้องน้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดปทุมคงคานั้น สันนิษฐานว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงตั้งขึ้นใหม่ให้แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณนั้นประดุจเป็นสายน้ำคงคา ตามอย่างแม่น้ำคงคาในกรุงพาราณสีอันไหลมาจากพระเศียรของพระอิศวร สืบเนื่องมาจากสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงใช้ท่าน้ำวัดสำเพ็งหรือวัดปทุมคงคาเป็นที่ลอยพระอังคารเจ้านายอยู่หลายคราว ดังปรากฏในหมายรับสั่งกรุงธนบุรี เรื่องการพระราชทานเพลิงพระศพกรมขุนอินทรพิทักษ์ จ.ศ. 1138 ความว่า
“พระศพในกรมขุนอินทรพิทักษ์ พระราชทานเพลิง ณ วันอาทิตย์ ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 3 ครั้นรุ่ง ณ วันจันทร์ ขึ้น 12 ค่ำ เดือน 3 ปีวอก อัฐศก เพลาเช้าเชิญพระอัฐิ พระอังคารลงเรือโขมดดั้ง พระอัฐิใส่พระราเชนทร์ พระอังคารใส่คานหาม และเกณฑ์คู่เรือโขมดยา ดั้งอาสาใหม่ 2 ลำ เรือโขมดยาทอง 1 ลำ เรือโขมดยาเงิน 1 ลำ เรือโขมดยาลาย 10 ลำ 14 ลำ เรือกราบ 70 ลำ 84 ลำ มีเครื่องสูง ปี่กลองชนะ แตร สังข์ พระอัฐิขึ้นสะพานวัดท้ายตลาด พระอังคารไปลอยหน้า ‘วัดสำเพ็ง’”
รวมทั้งปรากฏการลอยพระอังคารอีกครั้งในหมายรับสั่งเรื่องการถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระพันปีหลวง กรมพระเทพามาตย์ ณ วัดบางยี่เรือนอก ปีเดียวกันนั้น ความว่า
“ครั้นถวายพระเพลิงแล้ว รุ่งขึ้นวันศุกร์ แรม 5 ค่ำ เดือน 6 ปีมะแมสัปตศก เพลาเช้า เชิญพระบรมธาตุเข้าไปในพระราชวัง ครั้นเพลาบ่ายเชิญพระอังคารไปลงเรือดั้งประตูใหญ่เหนือพระตำหนักแพ พันพุ่มเกณฑ์คู่แห่เดินเท้าถือดอกบัว กลาโหมเกณฑ์เรือดั้งใส่พระอังคาร ฝีพายปี่กลองชนะแตร กรมวังเกณฑ์เครื่องสูง คนนั่งรายตีนตอง 14 พันจันเกณฑ์คู่เรือกราบแห่ 15 คู่ ลงไปลอยหน้า‘วัดสำเพ็ง’”
ด้วยธรรมเนียมการลอยพระอังคารที่ปรากฏอย่างต่อเนื่องในสมัยกรุงธนบุรีที่มักกระทำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดสำเพ็งนี้ อาจเป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเลือกใช้ชื่อวัดว่า “ปทุมคงคา” เพื่อให้สอดรับกับคติแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ในอินเดีย และต้องการให้สถานที่นั้นเป็นที่ลอยพระอังคารของเจ้านายทุก ๆ พระองค์สำหรับพระนครที่สถาปนาขึ้นใหม่ เช่นเดียวกับธรรมเนียมการจรดพระอังคารเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา
ในสมัยรัตนโกสินทร์ปรากฏพระราชพิธีลอยพระอังคารอยู่หลายคราวด้วยกัน ดังความในหมายรับสั่งรัชกาลที่ 2 เรื่อง พระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้ากลิ่น จ.ศ. 1180 ปีขาลสัมฤทธิศก (พ.ศ. 2361) ว่า
“ด้วยพระยาธรรมา รับพระราชโองการใส่เกล้าฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งว่า พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้ากลิ่นในกรมพระราชวังบวรฯ ซึ่งล่วงไปก่อนนั้น บัดนี้สิ้นพระชนม์แล้ว กำหนดจะได้เชิญพระศพใส่วอหามแต่พระที่นั่งทรงธรรมไปลงเรือศรีเขียนลาย ณ ท่าช้าง ชักไป ณ เมรุปะรำวัดสมอแครง ณ วันแรม 12 ค่ำ เดือน 4 ปีขาล สัมฤทธิศกเพลาเช้า ครั้นพระศพถึงเมรุแล้วพระสงฆ์จะได้สวดสองสร้าง 24 รูป รับพระราชทานฉันเช้า เพล ทิ้งทานต้นกัลปพฤกษ์ ครั้นเวลาบ่ายจะได้พระราชทานเพลิง เพลาค่ำสุมธาตุไว้ พระสงฆ์สวดอยู่คืนหนึ่ง มีหนัง ดอกไม้รุ่ง พุ่มเพลิงระทา ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันแรม 13 ค่ำ เดือน 4 เพลาเช้า พระสงฆ์คู่สวดรับพระราชทานฉัน ปกรูปแล้ว จะได้เชิญอังคารลงเรือศรีเขียนลายไปลอยหน้าวัดปทุมคงคานั้น
ให้นายนิตย์ นายชิตรับเลกต่อพันพุฒ พันเทพราช มาบรรจุฝีพายให้ครบกระทง แล้วให้คาดหลังคาผูกม่านทองให้มีพนักข้างหลังให้พร้อม ถอยไปประทับรับพระศพ ณ ท่าช้าง ณ วันแรม 12 ค่ำ เดือน 4 เพลาย่ำฆ้องรุ่ง ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันแรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๔ เพลาเช้า ให้เอาเรือศรีเขียนลายไปรับอังคาร ณ เมรุ ไปลอยหน้า ‘วัดปทุมคงคา’ด้วย”
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้ปรากฏพระราชพิธีลอยพระอังคารขึ้นที่วัดปทุมคงคา ตามปรากฏในหมายรับสั่ง ดังนี้
1. หมายรับสั่ง เรื่อง กระบวนแห่พระอังคารกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพไปลอยที่วัดประทุมคงคา ระบุว่า
“เจ้าพระยาธรรมา รับพระราชโองการใส่เกล้าฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งว่า ณ วันเดือน 5 แรม 4 ค่ำ เพลาบ่าย เสด็จฯ ถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว เพลาค่ำสุมพระอัฐิไว้ พระสงฆ์ 64 รูป สวดพระอภิธรรมอยู่อีกคืนหนึ่ง ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันเดือน 5 แรม 5 ค่ำ เพลาเช้า พระสงฆ์รับพระราชทานฉันในสำซ่าง 4 ทิศ 64 รูป ปกพระรูปในพระเมรุ 9 รูป แล้วจะได้เชิญพระอังคารใส่ถุงผ้าขาว ตั้งเหนือพานแว่นฟ้า 2 ชั้น มีคลุมปิดเชิญขึ้นพระยานุมาศเข้ากระบวนแห่ออกไปประตูพระเมรุฝ่ายประจิมทิศตามสถลมารค ไปลงเรือพระที่นั่งกิ่ง ณ ประตูท่าพระ แห่ไปลอยหน้า ‘วัดประทุมคงคา’ ครั้นถึงที่แล้วให้แยกเรือคู่แห่ออกเป็น 2 ข้าง ให้ห้ามเรือราษฎรอย่าให้ขึ้นล่องไปมาในขณะนั้น ให้เจ้าพนักงานเลื่อนเรือพระที่นั่งกิ่งขนานเป็นคู่กัน ในกลางกระบวนให้วงม่านริ้วทั้ง 2 ข้าง แล้วให้เอาน้ำพระสุคนธ์ประพรมพระอังคารให้ชุ่มดี แล้วให้ เชิญพระอังคารลงในน้ำพระสาคร ยึดหูไว้ข้างละคน แล้วให้ประโคม กลองชนะ แตรสังข์ ขึ้นกราบถวายบังคมพร้อมกัน 3 หน แล้วให้เลื่อนลอยพระอังคารออกจากพระสาครลงสู่พระมหาสมุทรตามธรรมเนียม”
2. หมายรับสั่ง เรื่อง ให้เตรียมกระบวนแห่พระอังคารและพระอัฐิกรมหมื่นนเรศรโยธีไปลอยและกลับวัง ความว่า
“ด้วยพระยาบำเรอภักดิ์ รับพระราชโองการใส่เกล้าฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งว่า ณ วันเดือน 7 แรม 4 ค่ำ ปีเถาะ ตรีศก เพลาบ่ายพระราชทานเพลิงพระศพกรมหมื่นนเรศรโยธีเสร็จแล้ว สุมพระอัฐิไว้ พระสงฆ์สวดอยู่คืนหนึ่ง ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันเดือน 7 แรม 5 ค่ำ เพลาเช้า พระสงฆ์รับพระราชทานฉัน แปรพระรูปแล้ว จะได้เชิญพระอังคารขึ้นทรงพระยานุมาศสามลำคาน เชิญพระอัฐิขึ้นทรงพระราชยานมีกง แห่ออกประตูพระเมรุด้านตะวันตกตามสถลมารค ไปลงเรือพระที่นั่งเอกไชย ณ ฉนวนท่าพระ แห่ทางชลมารค พระอังคารไปลอย ณ ‘วัดประทุมคงคา’ พระอัฐิไปส่งที่วัง”
ดังจะเห็นว่าวัดสำเพ็งถือเป็นจุดสำคัญของการประกอบพิธีลอยพระอังคารมาตั้งแต่ครั้งกรุงธนบุรี จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงโปรดให้ออกนามวัดใหม่ว่า “วัดปทุมคงคา” เพื่อให้เชื่อมโยงไปถึงคติความเชื่อของราชสำนักจากศาสนาพราหมณ์ซี่งนับถือ “แม่น้ำคงคา” เป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ สามารถที่จะชำระดวงพระวิญญาณให้บริสุทธิ์เพื่อเข้าไปสู่พระอิศวรได้
รายการอ้างอิง
นนทพร อยู่มั่งมี. ธรรมเนียมพระบรมศพและพระศพเจ้านาย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: มติชน, 2559.
ประชุมหมายรับสั่ง ภาคที่ 1 สมัยกรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและจัดพิมพ์เอกสารประวัติศาสตร์และโบราณคดี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, 2536.
ประชุมหมายรับสั่ง ภาคที่ 3 สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและจัดพิมพ์เอกสารประวัติศาสตร์และโบราณคดี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, 2536.
ประชุมหมายรับสั่งภาค 4 ตอนที่ 1 สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จ.ศ. 1186 – 1203. กรุงเทพฯ: คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและจัดพิมพ์เอกสารประวัติศาสตร์และโบราณคดี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, 2536.
พระเทพปริยัติ (ดำ อาภารํสี). ประวัติวัดปทุมคงคา. อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระเทพปริยัติ (ดำ อาภารํสี) อดีตเจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา ณ เมรุวัดปทุมคงคา 21 พฤศจิกายน 2514. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา, 2514.