Genius of Common Sense และบทเรียนว่าด้วยเมืองที่มีชีวิต
“Genius of Common Sense เป็นชีวประวัติที่อ่านง่ายและค้นคว้ามาอย่างดีเยี่ยม ถ่ายทอดชีวิตและโลกทัศน์ของเจน เจคอบส์ได้อย่างลึกซึ้ง ไม่เพียงด้วยตัวอักษร แต่ยังด้วยภาพวาดและภาพถ่าย — มันคือบทนำสั้น ๆ ที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจชีวิตและผลงานของหนึ่งในบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคของเธอ”
(Robert Campbell, The Boston Globe)
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ความเจริญเติบโตของเมืองขนาดใหญ่ดำเนินไปพร้อมกับความทะเยอทะยานของนักวางผังเมืองที่เชื่อว่า ‘การฟื้นฟู’ หมายถึงการทำลายสิ่งที่มีอยู่เพื่อสร้างสิ่งใหม่แทนที่ โครงการเคหะชุมชน ทางหลวง และตึกระฟ้า ต่างผุดขึ้นท่ามกลางการรื้อถอนชุมชนแบบดั้งเดิมที่เคยมีชีวิตชีวา แต่ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลง มีเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นเพื่อท้าทายว่าการพัฒนาที่แท้จริงไม่ใช่แค่เรื่องของโครงสร้าง หากแต่เป็นเรื่องของ ‘ผู้คน’ ในเมืองนั้นด้วย เสียงนั้นคือ เจน เจคอบส์ นักคิดผู้พลิกชีวิตเมือง
เจน เจคอบส์ ที่มาภาพ: https://citycracker.co/intangible-city/jane-jacobs/
เจน เจคอบส์ เป็นนักคิดด้านเมืองหญิงท่ามกลางห้วงเวลาสังคมชายเป็นใหญ่ ที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษ 20 แนวคิดของเธอเปลี่ยนแปลงวิธีที่คนมองเมืองและการพัฒนาเมืองไปโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่หนังสือ The Death and Life of Great American Cities ผลงานชิ้นเอกของเจน ออกมาเขย่าโลกครั้งแรกในปี 1961 ก็ได้กลายเป็นหลักสำคัญในการวิพากษ์แนวคิดผังเมืองแบบสมัยใหม่ตั้งแต่นั้นมา และ หนังสือ Genius of Common Sense ที่เรียบเรียงเรื่องราวตลอดชีวิตของเจนเพื่อนำเสนอผลงานของเธอต่อคนรุ่นใหม่โดย เกล็นน่า แลง และ มาร์จอรี่ วุนทช์ ตีพิมพ์ครั้งแรกปี 2009 ภายหลังการเสียชีวิตของเจนเพียงสามปี เป็นเสมือนภาพขยายให้เห็นถึงตัวตน กระบวนการคิด และการต่อสู้ตลอดชีวิตของเจนได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
จุดเริ่มต้นของการเป็น ‘นักธรรมชาติวิทยาเมือง’
หนังสือ Genius of common sense หรือ นักคิดผู้พลิกชีวิตเมือง แปลไทยโดย ณัฐธีร์ ฤทธิเดชเกรียงไกร ในนามสำนักพิมพ์สำนักนิสิตสามย่าน ดูผิวเผินอาจเป็นเพียงหนังสือชีวประวัติทั่วไป แต่แท้จริงแล้วภายในเนื้อหา อัดแน่นไปด้วยพัฒนาการทางความคิดของเจนผ่านช่วงเวลาสำคัญ ผู้เขียนเล่าเรื่องราวของเจนตั้งแต่วัยเยาว์ เด็กสาวผู้เกิดและเติบโตในครอบครัวที่เปิดกว้างทางความคิด ณ ชานเมืองสแครนตัน มลรัฐเพนซิลเวเนีย ที่ซึ่งหล่อหลอมจิตวิญญาณของนักสังเกต นักตั้งคำถาม และนักคิดผู้ไม่ยอมจำนนต่ออำนาจ
ต่อมาเจนย้ายไปอยู่นิวยอร์คเมื่ออายุได้ 18 ปี ตามความใฝ่ฝันที่จะใช้ชีวิตในมหานครใหญ่ และตกหลุมรักการใช้ชีวิตท่ามกลางผู้คนหลากหลาย วัฒนธรรมและชีวิตชุมชนเมืองที่ดำเนินไปตามจังหวะของตัวเองในย่านกรีนิชวิลเลจ (Greenwich Village) ทำให้เธอมีมุมมองว่าย่านชุมชนคือหัวใจของเมืองที่มีชีวิตจริง ไม่ใช่ตึกสูง ถนนกว้าง หรือสวนสาธารณะที่ว่างเปล่า
แผนที่วาดด้วยมือของกรีนิชวิลเลจ ลิขสิทธิ์ปี 1970 โดยแคทรีนา เทน ไอก์ก ซีมัวร์
ที่มาภาพ : https://www.villagepreservation.org/2013/01/07/gvshp-library-spotlight-historic-walking-tour-map-of-greenwich-village/
แม้ว่าเธอจะไม่ได้จบจากสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ หากแต่ศึกษาผ่านชั้นเรียนเสริมของมหาลัยโคลัมเบีย ในหลากหลายสาขา ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ นอกจากนั้นยังเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง สื่อสิ่งพิมพ์ และการเก็บข้อมูลระหว่างเดินสำรวจเมืองด้วยตนเอง ผสมผสานกับความรักในการเขียนและการปั่นจักรยาน นำพาให้เธอพัฒนาวิธีการทำความใจโลกรอบ ๆ ตัว และคำอธิบายเมืองที่แฝงจินตนาการ เป็นฐานสำคัญในการบรรยายความมีชีวิตชีวาของเมืองตามฉบับเจน เจคอบส์ ยกตัวอย่าง วาฟเฟิลเหล็กแนบพื้น ที่หมายถึงฝาท่อระบายน้ำ เส้นสปาเกตตี้ใต้ดิน หรือเครือข่ายสาธารณูปโภคใต้พื้นถนน และ บัลเลต์บนทางเท้า ที่เจนใช้เปรียบเปรยกิจกรรมบนท้องถนนในย่านที่มีความหนาแน่นและหลากหลาย ชื่อหนังสือจึงกลายเป็นคำชมที่กลมกล่อม Genius of Common Sense คือการยกย่องอัจฉริยะภาพที่ไม่ได้เกิดจากห้องเรียนชั้นสูง หรือทฤษฎีที่เข้าใจยาก แต่เกิดจากการสังเกตชีวิตจริง การฟังเสียงคนตัวเล็ก และการกล้ายืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกต้องแม้จะไม่เป็นที่นิยม
พลังของสามัญสำนึก (Common Sense) เมืองที่ดีต้องเติบโตจากชีวิตของผู้คน
นักคิดผู้พลิกชีวิตเมือง ทำหน้าที่เป็นบทนำอันทรงพลังในการทำความเข้าใจแนวคิดของเจนที่มีต่อเมือง เช่น แนวคิดพื้นที่ผสมผสาน (Mixed-Uses) ที่ได้จากข้อสรุปวิถีชีวิตที่คึกคักดั่งการแสดง บัลเลต์บนทางเท้า อันเกิดจากผสมผสานซับซ้อนของกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งที่อยู่อาศัย ร้านค้า พื้นที่สาธารณะ และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ นอกจากจะหมายถึงลักษณะทางกายภาพของพื้นที่แล้ว ยังหมายรวมถึงการผสมผสานของผู้คน ทั้งผู้ใช้รถใช้ถนน ผู้อยู่อาศัย และเจ้าของร้านค้า ประโยชน์ของบรรยากาศพลุกพล่านนี้จะช่วยเป็น หูตาบนท้องถนน (Eyes on the Street) ให้เมืองมีความปลอดภัยในตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาการจัดการอันเข้มงวดของรัฐ ทั้งยังเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในระแวก ไม่ใช่แค่การแบ่งโซนแบบตายตัวที่ขาดความมีชีวิตชีวา อย่างที่แนวคิด เรเดียนท์ซิตี้ และ การ์เด้นซิตี้ เคยเสนอ
แปลน เรเดียนท์ซิตี้ ของสถาปนิก เลอ กอร์บูว์ซีเย ตึกระฟ้าเกาะกลุ่มกัน ล้อมด้วยพื้นหญ้าสีเขียวจำนวนมาก
ที่มาภาพ : https://99percentinvisible.org/article/ville-radieuse-le-corbusiers-functionalist-plan-utopian-radiant-city/
แนวคิดเหล่านี้ถูกถ่ายทอดผ่านโครงเรื่องที่แสดงปฏิสัมพันธ์ระหว่างเจนกับย่านต่าง ๆ มันจึงไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎีลอย ๆ แต่เป็นผลลัพธ์ของการสังเกตและประสบการณ์ตรงในเมืองนิวยอร์ก ที่เธอเรียนรู้จากชีวิตจริงของผู้คน มากกว่าข้อสรุปทางวิชาการที่ถูกกำหนดขึ้นจากสำนักงานของนักผังเมืองและสถาปนิก และทฤษฎีเหล่านี้ที่ครั้งหนึ่งถูกนักวิชาการดูแคลนว่าไม่มีหลักการ ถูกพิสูจน์แล้วจากการต่อสู้จริงของเธอในการรักษาชุมชนต่าง ๆ ให้รอดพ้นจากการพัฒนาที่เน้นทางด่วนและการทำลายชุมชนของบรรดานักวางผังเมืองขาใหญ่ในวงการ โดยเฉพาะ เอ็ดมุนด์ เบคอน ผู้พยายามแทนที่ตึกเก่าด้วยเคหะชุมชน อาคารใหม่ที่รองรับคนได้จำนวนมาก แต่กลับตัดความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนออกจากกันอย่างสิ้นเชิง และ โรเบิร์ต โมเสส เจ้าหน้าที่รัฐนิวยอร์กที่พยายามสร้างทางหลวงเส้นใหม่ผ่ากลางวอชิงตัน สแควร์ ปาร์ค ผู้เห็น ‘กล่องเหล็ก’(รถ) สำคัญกว่า ‘คน’
Genius of the Writers: ถ่ายทอดชีวิต สื่อแนวคิด ด้วยภาษาที่เข้าถึงใจ
จุดเด่นสำคัญของ Genius of Common Sense คือการถ่ายทอดเรื่องราวของเจน เจคอบส์อย่างมีชีวิตชีวาผ่านภาพวาด ภาพถ่าย และภาษาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ผู้เขียนอย่างเกล็นน่า แลง และมาร์จอรี่ วุนทช์ ไม่เพียงเก็บรวบรวมข้อมูลทางชีวประวัติเท่านั้น แต่ยังเข้าใจวิธีเล่าเรื่องให้ผู้อ่านทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงแก่นความคิดของเจนได้อย่างแท้จริง แม้หนังสือเล่มนี้จะถูกจัดอยู่ในหมวด “หนังสือเยาวชน” แต่ก็เป็นงานเขียนที่มีพลังเทียบเท่าบทนำสำหรับนักผังเมือง นักกิจกรรม นักศึกษา หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไปที่สนใจอนาคตของเมืองที่ตนเองอาศัยอยู่ ผ่านภาษาที่ไม่ซับซ้อน
ปกหนังสือ เจน เจอบส์ นักคิดผู้พลิกชีวิตเมือง ฉบับแปลไทย ปี 2021
ที่มาภาพ : https://wayofbook.org/2022/09/10/jane-jacobs/
เจนสอนให้เรามองเมืองจากระดับสายตา ไม่ใช่จากภาพถ่ายดาวเทียมหรือหอคอยของนักวางแผน เธอเชื่อว่าเมืองที่ดีไม่สามารถถูกออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญเพียงไม่กี่คนได้ แต่ต้องเติบโตผ่านการเข้าใจชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่จริงและการมีส่วนร่วมของชุมชน หนังสือได้นำเสนอวิธีคิดของเจนว่า เมืองที่ดีไม่จำเป็นต้องเต็มไปด้วยตึกสูงที่ออกแบบอย่างทันสมัย หรือถนนกว้างไร้ผู้คน หากแต่ควรเป็นพื้นที่ที่มีชีวิต มีการเคลื่อนไหวของผู้คน มีร้านค้าเล็ก ๆ มีการสื่อสารและแลกเปลี่ยนระหว่างกัน เจนเสนอภาพของถนนที่มีเด็กเล่น ผู้ใหญ่เดินจูงมือกัน แม่ค้าคุยกับลูกค้า เจ้าของร้านรู้จักผู้อยู่อาศัยในย่าน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็น "กลไกความปลอดภัย" ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติของเมือง ไม่ใช่ระบบควบคุมจากส่วนกลาง
แนวคิดของเจนที่ถูกถ่ายทอดผ่านหนังสือเล่มนี้ จึงไม่ใช่แค่คำอธิบายเชิงทฤษฎี แต่เป็นการเล่าเรื่องเมืองผ่านมุมมองของ “คนธรรมดา” ที่เฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงและตั้งคำถามกับสิ่งที่คนมีอำนาจพยายามนิยามความเจริญ ผู้เขียนทั้งสองสามารถดึงเอา “สามัญสำนึก” ของเจนออกมาเป็นเครื่องมือชี้ให้เห็นว่าเมืองที่เติบโตจากชีวิตจริงของผู้คนนั้นมีคุณค่ากว่าเมืองที่ออกแบบเพียงจากบนโต๊ะเขียนแบบ
เจน เจคอบส์ กับคำถามว่าด้วยอนาคตของเมืองไทย: เรากำลังเดินซ้ำรอยความผิดพลาด?
แม้เรื่องราวใน Genius of Common Sense จะเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาช่วงกลางศตวรรษที่ 20 แต่เมื่อหันกลับมามองการพัฒนาเมืองไทยในปัจจุบัน ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าเรากำลังเดินซ้ำรอยอดีตอันเจ็บปวดที่เจนต่อต้านมาตลอดชีวิต
ในขณะที่เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ หรือขอนแก่น กำลังเปลี่ยนแปลงไปตามแรงผลักดันของการเติบโตทางเศรษฐกิจ เรากลับเห็นแนวโน้มของ “การพัฒนา” ที่คล้ายกับแนวคิดการฟื้นฟูเมืองแบบเก่าที่เจนวิจารณ์—การสร้างทางด่วนขนาดใหญ่ การรื้อถอนชุมชนดั้งเดิมเพื่อสร้างคอนโดหรือห้างสรรพสินค้า การออกแบบเมืองโดยละเลยวิถีชีวิตคนตัวเล็ก และการนิยาม “พื้นที่สาธารณะ” ที่ไม่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตจริง
ปรากฏการณ์เช่นการเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างรถไฟฟ้าโดยไม่สนเสียงของชุมชน การเปลี่ยนย่านประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ การออกแบบสวนสาธารณะที่ห่างไกลชุมชนหรือถูกทำให้กลายเป็น "แลนด์มาร์กถ่ายรูป" แทนที่จะเป็นพื้นที่พบปะ การละเลยมิติของความปลอดภัยจริงในย่านต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นสัญญาณว่าการพัฒนาเมืองไทยอาจยังไม่ได้เรียนรู้จากบทเรียนในอดีต
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้นไม่นานนี้ ที่เปิดเผยความเปราะบางของตึกสูงใจกลางกรุงเทพฯ ยิ่งทำให้คำถามของเจนกลับมาอีกครั้งว่า เมืองของเรากำลังเติบโต “อย่างมีชีวิต” หรือกำลังถูกออกแบบให้เป็นเพียงโครงสร้างที่ไร้วิญญาณ?