สารภาพตามตรงว่า นอกจากสำนวน “ถึงบางอ้อ” กับเพลงของอัสนี วสันต์แล้ว ผมก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับบางอ้อเลย บางอ้อเป็นอะไร? เขต แขวง หรืออำเภอ? ตั้งอยู่ตรงไหน? คนบางอ้อเป็นใคร มีวิถีชีวิตอย่างไร? ...ไม่มีภาพชัดเจนในหัวเลย จนกระทั่งได้เข้าร่วมกิจกรรม Culturio Journey: เล่าเรื่องชุมชนมัสยิดบางอ้อ ในครั้งนี้ จึงเริ่มมีภาพชุมชนมัสยิดบางอ้อขึ้นมาในใจบ้าง ลาง ๆ
เช้าวันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568 ผมนั่งรถไฟฟ้าสองต่อจากถนนศรีนครินทร์ข้ามเมืองมาถึงสถานีบางอ้อ แล้วเดินเข้าซอยจรัญสนิทวงศ์ 86 เดินต่ออีกนิดก็ถึงมัสยิดบางอ้อแล้ว จะว่าไกลก็ไกล ... ไกลแต่เดินทางสะดวก บางอ้อยังมีความเป็นชานเมือง ค่อนข้างเงียบสงบ น่าอยู่ ตอนข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาถึงฝั่งบางอ้อ มองลงจากขบวนรถไฟฟ้าเห็นพื้นที่สีเขียวที่น่าจะเคยเป็นสวนผลไม้แบบยกร่องหลายที่ ตึกสูงยังมีไม่มากนัก แต่ด้วยศักยภาพทำเลทอง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ติดรถไฟฟ้าแบบนี้ ผมคิดว่าบางอ้อจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเร็ว ๆ นี้แน่ แต่นั่นเป็นเรื่องของอนาคต เราว่ากันด้วยปัจจุบันดีกว่า
ในกิจกรรม ช่วงเช้าเป็นการบรรยายเรื่อง “สังคมและวัฒนธรรมมุสลิม” และ “ศิลปกรรมของอาคารมัสยิดบางอ้อและกลุ่มอาคารโดยรอบ” วิทยากรบรรยายดีมาก ผมสนุกและได้ความรู้ใหม่มากมาย แต่สิ่งที่ช่วยยืนยันความน่าสนใจ และทำให้ผมตื่นเต้นกับอาหารของชุมชนมัสยิดบางอ้อขึ้นมาจริงจังก็คือ กะหรี่ปั๊บ ของว่างที่เตรียมไว้ให้ผู้ร่วมกิจกรรมนี่เอง ผมไม่แน่ใจว่าเป็นของที่ทำในชุมชนหรือไม่ แต่ถึงแม้จะจัดหามาจากที่อื่น ก็ถือว่าผู้จัดงานคัดสรรมาด้วยความเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง เพราะอร่อยมาก เหนือกว่ากะหรี่ปั๊บเจ้าดังที่เคยลิ้มลองมาหลายแห่งเลยทีเดียว

พักเที่ยง อาหารกลางวันเป็น ข้าวมะเขือเปรี้ยว (หรือข้าวมะเขือเทศ หรือข้าวหมกเบา) กับซุปเนื้อ, ซุปไก่ (ตามแบบร้านอาหารอิสลามทั่วไป) และ ยำไตนา (ยำเครื่องในไก่สูตรเฉพาะของชุมชนมัสยิดบางอ้อ) ยำไตนาน่าสนใจมาก แต่ด้วยความฉุกละหุกและความเงอะงะของผม เลยทำให้ได้กินแต่ข้าวหมก ซึ่งมีความเบาสมชื่อ คล้ายข้าวผัดอเมริกันผสมกับข้าวหมกไก่ที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวซ่อนอยู่ลึก ๆ รสชาติอ่อน ๆ กลมกล่อมและกินง่าย

หลังจากมื้อเที่ยง มีการแบ่งกลุ่มแยกย้ายกันไปตามเรื่องที่สนใจ ซึ่งกลุ่มของผมสนใจเรื่องอาหาร แน่นอนว่าก็ตรงเข้าครัวทันที ... ครัวของมัสยิดบางอ้อเป็นครัวเปิดโล่ง อยู่ข้าง บ้านสุเหร่าบางอ้อ เต็มไปด้วยเครื่องครัว ภาชนะขนาดใหญ่ และเครื่องปรุงสารพัด ดูวุ่นวายแต่สะอาดสะอ้าน มีหม้อใบใหญ่ตั้งไฟอยู่ 2-3 ใบ ในหม้อมีน้ำซุปมะเขือเทศ (ใช้หุงข้าวมะเขือเปรี้ยว) และซุปกระดูกวัว (น่าจะเป็นซุปที่เพิ่งได้กินไปตอนเที่ยง) รวมถึงมี ป้าอุไร มูฮัมหมัด แม่ครัวใหญ่คอยเล่าเรื่องเกี่ยวกับอาหารและตอบคำถามเรา พร้อมกับ คุณ ซารีนา นุ่มจำนงค์ ที่กำลังเตรียมสาธิตวิธีทำ หรุ่ม
ป้าอุไรเล่าถึงอาหารขึ้นชื่อเมนูต่าง ๆ ที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชนมัสยิดบางอ้อด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ รับรู้ได้ถึงความรักที่มีต่ออาหารและคนกิน แกเล่าว่าทุก ๆ วันศุกร์ มัสยิดมีละหมาดใหญ่ มีคนทำบุญเป็นเจ้าภาพให้แกทำอาหารจัดเลี้ยงผู้ที่มาละหมาดเสมอ จนกลายเป็นที่ฝากท้องของเด็กนักศึกษาจากต่างจังหวัดที่ขึ้นมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ มีแต่เสียงชื่นชม บางคนกล่าวว่า “ผมว่าก๋วยเตี๋ยวแกงของบ้านผมอร่อยที่สุดแล้วนะ จนมาได้กินของที่นี่”
การสนทนาเริ่มออกรสออกชาติ เมื่อป้าอุไรเล่าถึงชีวิตวัยเด็ก สมัยที่แม่น้ำยังคงเป็นมิตร เคยกระโดดเล่นน้ำ โผไปเกาะเรือขนทรายแล้วปล่อยตัวลอยกลับมาที่ท่าอย่างสนุกสนาน วัตถุดิบทำอาหารก็หาได้ง่ายตามริมตลิ่ง กุ้งหอยปูปลาอุดมสมบูรณ์ เจ้าของบ้านสุเหร่าบางอ้อชอบซื้อกุ้งแม่น้ำเก็บไว้แล้วนำมาใส่ข้าวมะเขือเปรี้ยวแทนเนื้อไก่ ถือเป็นเมนูลับที่กระตุ้นน้ำลายดีแท้
พูดถึงเมนูลับ หรุ่ม ก็เป็นอีกเมนูที่ได้รับการฟื้นฟูจากโครงการอาหารสานใจ เมื่อก่อนผมเข้าใจว่าหรุ่มเป็นของว่างที่มีกินกันเฉพาะในวัง รสชาติคล้าย ๆ ไข่ยัดไส้ ... แต่หรุ่มของที่นี่ไม่เหมือนใคร เดิมเป็นของว่างใช้รับรองแขกตำรับบ้านสุเหร่าบางอ้อ มีความหอมและสดชื่นด้วยผักชี อยู่ระหว่างของคาวกับของหวานอย่างชัดเจน เข้ากันกับชาดำร้อนสุด ๆ
เคยได้ยินว่า 'หรุ่ม' เป็นภาษาอาหรับแปลว่า โรมัน ซึ่งในที่นี้หมายถึงจักรวรรดิออตโตมันของตุรกี แต่ผมลองค้นอินเทอร์เน็ตดูคร่าว ๆ ไม่พบขนมหรืออาหารตุรกีที่ใช้ไข่ห่อเลย แถมไส้กุ้งก็ดูเหมือนจะได้อิทธิพลจากทางอินเดียหรือศรีลังกามากกว่า จะว่าไปการห่อแบบนี้ทำให้นึกถึงอาหารเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แท้ ๆ ที่เกิดจากการปะทะกันของวัฒนธรรมอินเดียและจีน มีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ เมื่อเช้า อ.วสมน สาณะเสน ว่าที่นี่เป็นที่เดียวในไทยมีการประดับตราลายเซ็นต์ของสุลต่านออตโตมันที่จั่วหน้าอาคาร (ยังไม่มีใครรู้ความหมาย)
แม้ว่า ประวัติความเป็นมาอันซับซ้อนของเมนูอย่างหรุ่มจะยังไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัด แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานจากหลากหลายวัฒนธรรม ปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา การที่อาหารเหล่านี้ถูกฟื้นฟูขึ้นมา ไม่เพียงแต่สร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าของชุมชนเท่านั้น แต่ยังเป็น กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนชุมชนไปสู่อนาคต อีกด้วย การได้มาสัมผัสและลิ้มรสบางอ้อในครั้งนี้ จึงเป็นประสบการณ์ที่ให้ทั้งความรู้และความอิ่มเอมอย่างแท้จริง
ภาพประกอบโดย Monkeynumber4