ประชาธิปไตยไทยที่ถดถอย : สมรภูมิการเมืองไทยสู่ความขัดแย้งใหม่ที่ยังไม่จบ
(Thailand : Contestation, Polarization, and Democratic Regression)
รูปที่ 1 ปกหนังสือ ประชาธิปไตยไทยที่ถดถอย : สมรภูมิการเมืองไทยสู่ความขัดแย้งใหม่ที่ยังไม่จบ
หมายเหตุจาก. ฝ่ายบริการสารสนเทศ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยเปรียบเสมือนเรือที่ล่องอยู่ท่ามกลางกระแสธารแห่งความขัดแย้งอันไร้ทิศทาง เราได้เห็นวงจรของการรัฐประหาร การชุมนุมประท้วงบนท้องถนน และความพยายามในการปฏิรูปที่มักจบลงด้วยการหวนกลับไปสู่จุดเดิม ประวัติศาสตร์การเมืองไทยจึงมิใช่เพียงเรื่องราวของตัวบุคคลหรือพรรคการเมือง หากแต่เป็นสมรภูมิที่ซ้อนทับไปด้วยการปะทะกันของอุดมการณ์ ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ และวิกฤตความศรัทธาต่อสถาบันหลักของประเทศ
คำถามสำคัญที่สังคมไทยยังคงแสวงหาคำตอบคือ เหตุใดในขณะที่โลกก้าวไปข้างหน้า ประชาธิปไตยไทยกลับดูเหมือนจะถดถอยและวนเวียนอยู่ในกับดักแห่งอำนาจนิยมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เพื่อไขปริศนาเบื้องหลังความโกลาหลทางการเมืองดังกล่าว รองศาสตราจารย์ ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ ผู้เปรียบเสมือนตะเกียงที่ส่องสว่างท่ามกลางหมอกควันแห่งวิกฤตการเมืองไทย ได้นำเสนอหนังสือ ประชาธิปไตยไทยที่ถดถอย : สมรภูมิการเมืองไทยสู่ความขัดแย้งใหม่ที่ยังไม่จบ เพื่อถอดรหัสกลไกแห่งอำนาจ และชี้ให้เห็นรอยร้าวอันลึกซึ้งของสถาบันการเมืองไทยอย่างเฉียบคมและกล้าหาญ
ผู้เขียนมิได้เป็นเพียงนักรัฐศาสตร์ผู้ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยเท่านั้น หากยังสามารถเชื่อมโยงทฤษฎีทางรัฐศาสตร์สากลเข้ากับบริบทของสังคมไทยได้อย่างกลมกลืน ทำให้ประเด็นทางการเมืองที่ซับซ้อนกลายเป็นบทเรียนที่เข้าใจได้ง่าย และกระตุ้นให้สังคมไทยหันกลับมาตั้งคำถามต่อโครงสร้างทางการเมืองและสังคมที่บิดเบี้ยว อันเป็นรากฐานของวิกฤตการเมืองที่ดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน
หนังสือเล่มนี้จึงเปรียบเสมือน “แผนที่” หรือ “กุญแจ” สำคัญที่นำพาผู้อ่านเดินทางผ่านภูมิประเทศอันซับซ้อนของอำนาจ ความขัดแย้ง และความใฝ่ฝันต่อระบอบประชาธิปไตยที่ยังไม่เคยบรรลุถึงจุดหมายอย่างแท้จริง ผู้เขียนพาผู้อ่านไปสำรวจโครงสร้างและต้นตอของวิกฤตการเมืองไทยอย่างลุ่มลึก เพื่อให้เข้าใจว่า ภายใต้ความขัดแย้งที่ยังไม่สิ้นสุดนั้น แท้จริงแล้วสังคมไทยกำลังต่อสู้เพื่อสิ่งใด และประชาธิปไตยไทยจะสามารถหลุดพ้นจากวังวนแห่งความขัดแย้งนี้ได้อย่างไรในอนาคต
สาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้สามารถสรุปได้ด้วยคำสำคัญเพียงสามประการ ได้แก่ การช่วงชิงอำนาจ การแบ่งขั้วทางการเมือง และการถดถอยของประชาธิปไตย ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัยมิใช่ประวัติศาสตร์ของ “การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตย” หากแต่เป็นประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ที่ต่างพยายามกำหนดคำตอบต่อคำถามพื้นฐานทางการเมืองว่า ใครควรเป็นผู้ครอบครองอำนาจรัฐ ใครควรเป็นผู้ใช้อำนาจในการปกครอง และประชาชนควรมีบทบาทมากน้อยเพียงใดในระเบียบการเมือง
ภายใต้ฉากหน้าของการเลือกตั้ง รัฐสภา รัฐธรรมนูญ และสถาบันทางการเมืองต่าง ๆ ผู้เขียนได้อธิบายให้เห็นถึงพลวัตของการต่อสู้ทางอำนาจผ่านการวิเคราะห์ วิกฤตการเมืองไทย 4 ด้าน ได้แก่
วิกฤตรัฐประหาร : วงจรอุบาทว์ของการเมืองไทย
หนึ่งในประเด็นสำคัญของหนังสือเล่มนี้คือ การชี้ให้เห็นว่าปัญหาเรื้อรังของการเมืองไทยมิได้อยู่ที่การขาดการเลือกตั้ง หากแต่อยู่ที่การไม่สามารถสร้างระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงและได้รับการยอมรับร่วมกันจากทุกฝ่ายได้ นับตั้งแต่ทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา การเมืองไทยต้องเผชิญกับการรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกครั้งที่ระบอบประชาธิปไตยเริ่มขยายตัว หรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเริ่มสะสมอำนาจและได้รับความชอบธรรม กลุ่มอำนาจบางส่วนมักมองว่าระบบการเมืองกำลังเคลื่อนออกนอกกรอบที่ตนยอมรับได้ จึงเลือกใช้กำลังทหารเข้ามา “จัดระเบียบใหม่” ทางการเมือง
ผลลัพธ์คือ ประเทศไทยไม่เคยมีช่วงเวลาที่ยาวนานเพียงพอที่จะเปิดโอกาสให้สถาบันประชาธิปไตยเติบโตและหยั่งรากลึกได้อย่างมั่นคง วงจรของการเลือกตั้ง การรัฐประหาร การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการเริ่มต้นนับหนึ่งอีกครั้ง จึงกลายเป็นลักษณะเฉพาะของพัฒนาการทางการเมืองไทยร่วมสมัย
วิกฤตโครงสร้างอำนาจ : ทุน ระบบอุปถัมภ์ และรัฐราชการ
ผู้เขียนมิได้อธิบายปัญหาการเมืองไทยผ่านบทบาทของกองทัพเพียงอย่างเดียว หากยังชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างอำนาจที่ลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือการผสมผสานระหว่างกลุ่มทุน ชนชั้นนำทางการเมือง ระบบอุปถัมภ์ และรัฐราชการ ซึ่งร่วมกันกำหนดทิศทางของการเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่อง
ผู้เขียนอธิบายว่า รัฐไทยมิได้ดำเนินงานบนพื้นฐานของหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง หากแต่ขับเคลื่อนผ่านเครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนบุคคล การอุปถัมภ์ และการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการเมือง กล่าวคือ นักธุรกิจต้องพึ่งพาอำนาจทางการเมืองเพื่อเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสทางเศรษฐกิจ นักการเมืองต้องอาศัยเครือข่ายอุปถัมภ์และฐานอำนาจในท้องถิ่นเพื่อระดมคะแนนเสียง ขณะที่ข้าราชการจำนวนไม่น้อยต้องดำรงอยู่ภายใต้สายสัมพันธ์เชิงอำนาจที่กำหนดความก้าวหน้าในเส้นทางราชการ
ภายใต้โครงสร้างอำนาจเช่นนี้ การคอร์รัปชันจึงมิได้เป็นเพียงพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม หากแต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกที่หล่อเลี้ยงและธำรงรักษาระบบอำนาจทางการเมืองให้ดำรงอยู่ต่อไป
วิกฤตการแบ่งขั้วและความขัดแย้งทางการเมือง : วิกฤตที่ลึกกว่าความเห็นต่างทางการเมือง
บทวิเคราะห์ที่ทรงพลังประการหนึ่งของหนังสือเล่มนี้คือ การอธิบายพัฒนาการของการเมืองไทยภายหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างชัดเจน ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่คัดค้านนายทักษิณ ชินวัตร มิได้เป็นเพียงการแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง หากแต่เป็นการปะทะกันของจินตนาการทางการเมืองสองชุดที่มีต่ออนาคตของประเทศไทย
ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า ประชาชนควรเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างเต็มที่ และรัฐบาลควรได้รับความชอบธรรมจากการเลือกตั้งเป็นหลัก ขณะที่อีกฝ่ายมองว่า ระบอบประชาธิปไตยจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การกำกับ ควบคุม หรือจำกัดโดยชนชั้นนำและสถาบันที่ถูกมองว่ามีความชอบธรรมสูงกว่าการตัดสินใจของเสียงข้างมาก
ความแตกต่างของจินตนาการทางการเมืองทั้งสองชุดได้พัฒนาไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรง เกิดการชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ ความรุนแรงในหลายเหตุการณ์ การรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549 และ พ.ศ. 2557 ตลอดจนบาดแผลทางสังคมและการเมืองที่ยังคงส่งผลกระทบต่อสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน
วิกฤตประชาธิปไตยถดถอย
ชื่อหนังสือ Democratic Regression หรือ “การถดถอยของประชาธิปไตย” สะท้อนแนวคิดหลักที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอ กล่าวคือ ปัญหาของประเทศไทยมิใช่เพียงการที่ระบอบประชาธิปไตยยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ หากแต่เป็นการที่ประเทศกำลังถอยห่างออกจากหลักการประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าการเลือกตั้งยังคงมีอยู่ รัฐสภายังคงดำรงอยู่ และรัฐธรรมนูญยังคงทำหน้าที่เป็นกรอบของระเบียบการเมือง แต่ในขณะเดียวกัน กลไกทางการเมืองจำนวนมากกลับถูกออกแบบขึ้นเพื่อจำกัดอำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และเปิดพื้นที่ให้กลุ่มอำนาจที่มิได้ยึดโยงกับเจตจำนงของประชาชนเข้ามามีบทบาทเหนือกระบวนการประชาธิปไตย
ดังนั้น การถดถอยของประชาธิปไตยในบริบทสังคมไทยจึงมิได้เกิดขึ้นจากการล้มล้างระบอบการปกครองอย่างฉับพลันเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดขึ้นผ่านกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งบั่นทอนสาระสำคัญของระบอบประชาธิปไตยจากภายใน ขณะที่รูปแบบภายนอกของระบอบยังคงดำรงอยู่
ผู้เขียนเรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า “ภาวะถดถอยของประชาธิปไตยในแบบไทย” ซึ่งกลายเป็นกรอบแนวคิดสำคัญในการทำความเข้าใจพัฒนาการของการเมืองไทยร่วมสมัยตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา
หนังสือเล่มนี้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 ส่วน โดยนำผู้อ่านสำรวจพัฒนาการทางการเมืองไทยตั้งแต่การก่อรูปของระเบียบอำนาจสมัยใหม่ จนถึงความท้าทายของระบอบประชาธิปไตยร่วมสมัย
ส่วนที่ 1 กล่าวถึงการก่อกำเนิดและพัฒนาการของพันธมิตรกษัตริย์–กองทัพ นับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2490 จนถึงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 โดยวิเคราะห์ว่าเครือข่ายชนชั้นนำแบบจารีตเหล่านี้ปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การขยายตัวของพลังทางการเมืองรูปแบบใหม่ และความท้าทายจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างไร เพื่อรักษาสถานะและอำนาจนำของตนไว้ในโครงสร้างการเมืองไทย
ส่วนที่ 2 มุ่งศึกษาการปรับโครงสร้างทางการเมืองภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทยยุคใหม่ ช่วงเวลานี้เองที่นายทักษิณ ชินวัตร และพรรคการเมืองแนวประชานิยมก้าวขึ้นสู่อำนาจ พร้อมทั้งสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อระบบพรรคการเมือง กลไกการเลือกตั้ง และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน
ส่วนที่ 3 ลงลึกถึงรากเหง้าของความขัดแย้งทางการเมืองและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร พ.ศ. 2549 ซึ่งผู้เขียนอธิบายว่าเป็นการใช้อำนาจของชนชั้นนำฝ่ายทหารและกลุ่มกษัตริย์นิยมในการโค่นล้มรัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร และเครือข่ายทางการเมืองของเขา เหตุการณ์ดังกล่าวมิได้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางการเมืองแบบ “สีเสื้อ” เท่านั้น หากยังนำไปสู่การเสื่อมถอยของสถาบันประชาธิปไตย และก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน
ส่วนที่ 4 อธิบายพลวัตของการต่อสู้ทางการเมืองตั้งแต่การรัฐประหาร พ.ศ. 2557 จนถึงการเลือกตั้ง พ.ศ. 2566 โดยผู้เขียนวิเคราะห์ว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ชนชั้นนำฝ่ายทหารและกลุ่มกษัตริย์นิยมพยายามรวบรวมและรักษาอำนาจผ่านการบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง ตลอดจนการออกแบบและควบคุมกระบวนการทางการเมืองให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของตน ขณะเดียวกัน ขบวนการสนับสนุนประชาธิปไตยได้ตอบโต้ผ่านทั้งการเคลื่อนไหวบนท้องถนนและการแข่งขันในสนามเลือกตั้ง การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2562 และ พ.ศ. 2566 จึงสะท้อนสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง และบ่งชี้ถึงการเริ่มต้นของการต่อสู้ระลอกใหม่เพื่อสร้างระเบียบการเมืองที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้นภายใต้บริบทของรัฐสมัยใหม่
ส่วนสรุป ผู้เขียนได้รวบรวมและเชื่อมโยงประเด็นสำคัญทั้งหมดเข้าด้วยกัน พร้อมอภิปรายถึงเส้นทางการเมืองของประเทศไทย แนวโน้มพัฒนาการของประชาธิปไตยไทย และความเป็นไปได้ของทิศทางการเมืองในอนาคต ท่ามกลางความขัดแย้ง การปรับตัวของชนชั้นนำ และการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดนิ่ง
ความโดดเด่นของหนังสือ ประชาธิปไตยไทยที่ถดถอย : สมรภูมิการเมืองไทยสู่ความขัดแย้งใหม่ที่ยังไม่จบ (Thailand : Contestation, Polarization, and Democratic Regression) มิได้อยู่ที่การนำเสนอข้อค้นพบใหม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองไทยเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ความสามารถของผู้เขียนในการร้อยเรียงเหตุการณ์สำคัญที่มักถูกศึกษาแยกส่วนให้กลายเป็นภาพรวมของกระบวนการทางการเมือง โดยเชื่อมโยงพัฒนาการทางการเมืองไทยตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ การลุกฮือของประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 เหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 วิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” พ.ศ. 2540 การเกิดขึ้นของพรรคไทยรักไทยและการก้าวขึ้นสู่อำนาจของนายทักษิณ ชินวัตร การรัฐประหาร พ.ศ. 2549 ความขัดแย้งระหว่างขบวนการเสื้อเหลืองและเสื้อแดง การรัฐประหาร พ.ศ. 2557 ตลอดจนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในทศวรรษ 2560 เข้าไว้ด้วยกันในฐานะส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย
ผู้เขียนชี้ให้เห็นถึงความต่อเนื่องของการต่อสู้ระหว่างกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ในสังคมไทย ซึ่งต่างพยายามกำหนดความหมายของประชาธิปไตย ระเบียบทางการเมือง และความชอบธรรมในการใช้อำนาจรัฐ ดังนั้น การเมืองไทยในสายตาของผู้เขียนจึงมิใช่ประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ที่แยกขาดจากกัน หากแต่เป็นประวัติศาสตร์ของการแข่งขัน การต่อรอง และการช่วงชิงอำนาจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้าง “ระเบียบการเมืองใหม่” ที่แต่ละฝ่ายปรารถนาให้เกิดขึ้น
หนังสือเล่มนี้ช่วยให้ผู้อ่านมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างอดีตกับปัจจุบัน และทำความเข้าใจว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยมิได้เป็นเพียงผลผลิตของบุคคลหรือเหตุการณ์เฉพาะหน้า หากแต่มีรากฐานอยู่ในโครงสร้างอำนาจ ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการต่อสู้เพื่อกำหนดอนาคตของระบอบการเมืองไทยที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ
นอกจากนี้ หนังสือยังช่วยให้ผู้อ่านค้นพบคำตอบของคำถามสำคัญว่า “เหตุใดการเมืองไทยจึงเผชิญวิกฤตซ้ำแล้วซ้ำเล่า” ผ่านการอธิบายพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ โครงสร้างอำนาจ และพลวัตของความขัดแย้งทางการเมืองที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ