ห้วงแห่งความเงียบงัน: ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519
Moments of silence : the unforgetting of the October 6,1976 Massacre in Bangkok
ธงชัย วินิจจะกูล เขียน; สุภัตรา ภูมิประภาส แปล
“ความเงียบ” สำหรับบางสังคมอาจหมายถึงการไม่มีเสียง แต่สำหรับบางสังคม ความเงียบกลับเป็นผลผลิตของความรุนแรงที่ดำรงอยู่อย่างยาวนาน และสำหรับสังคมไทย เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คือหนึ่งในบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ถูกทำให้เงียบงัน ทั้งในระดับรัฐ สถาบันทางสังคม และความทรงจำร่วมของผู้คน วันที่นักศึกษาและประชาชนถูกสังหารหมู่กลางกรุงเทพมหานคร กลางแสงแดดและสายตาของสาธารณชน ก่อนที่สังคมไทยจะกลับคืนสู่ภาวะ “ปกติ” ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น หนังสือ ห้วงแห่งความเงียบงัน: ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519 หรือ Moments of Silence : The Unforgetting of the October 6, 1976 Massacre in Bangkok ไม่ใช่เพียงหนังสือประวัติศาสตร์การเมือง หากแต่เป็นงานศึกษาว่าด้วย “ความทรงจำ” “การหลงลืม” และ “เวลาทางสังคม” ที่ถูกควบคุมโดยอำนาจรัฐและโครงสร้างทางสังคม
ความเงียบที่ตามมานั้นไม่ใช่ความเงียบธรรมชาติ มันคือความเงียบที่ถูกสร้างขึ้น ถูกดูแลรักษา และถูกส่งต่อผ่านโครงสร้างของสถาบันที่เป็นแกนกลางของชาติ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล นักประวัติศาสตร์ชาวไทยผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง” ในงานชิ้นสำคัญนี้ที่ใช้เวลานานกว่า 26 ปีจนสำเร็จเป็น Moments of Silence: The Unforgetting of the October 6, 1976 Massacre in Bangkok (University of Hawaii Press, 2020) ฉบับภาษาอังกฤษที่ตีพิมพ์โดย University of Hawai‘i Press ในปี ค.ศ. 2020 ก่อนจะได้รับแปลภาษาไทย และตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน ในชื่อ ห้วงแห่งความเงียบงัน: ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519
งานแปลฉบับภาษาไทยนี้ อดีตนักข่าวหนังสือพิมพ์ The Nation ที่ผันตัวมาเป็นนักแปลชั้นนำ มีผลงานแปลด้านประวัติศาสตร์การเมืองอาเซียนหลายเล่ม ทั้ง ราชันผู้พลัดแผ่นดิน เมื่อพม่าเสียเมือง, จิบพม่าตามหาจอร์จ ออร์เวลล์ และ ผ่าพม่า เปิดประวัติศาสตร์ปกปิด และที่น่าสนใจคือคุณสุภัตราเองก็เคยผ่านประสบการณ์ 6 ตุลามาด้วยตนเอง โดยในช่วงวัยรุ่นอายุราว 14–15 ปี เธอเคยเข้าร่วมกิจกรรมของศูนย์นักเรียนและถูกจับกุมในช่วงเหตุการณ์ ก่อนจะถูกส่งไปควบคุมตัวที่บ้านปราณีนานหนึ่งเดือนโดยไม่รู้ว่าตัวเองทำผิดอะไร ประสบการณ์นั้นหล่อหลอมให้เธอสนใจประเด็นสิทธิมนุษยชนและประวัติศาสตร์ที่ถูกปิดบังมาตลอดชีวิต การที่เธอเป็นผู้แปลงานเล่มนี้จึงไม่ใช่แค่การถ่ายทอดภาษา แต่เป็นการส่งต่อความทรงจำที่เธอเองเคยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำนั้น
ภายใต้กรอบแนวคิดของงานประชุมวิชาการมานุษยวิทยา 2569 “ใต้เงาวิกฤต: ชีวิตและจินตภาพใหม่ในความผุพังเชิงโครงสร้าง” (Under The Shadow of Crisis: Lives and New Imaginations amid Structural Deterioration) การทำความเข้าใจ “วิกฤต” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง หรือสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวิกฤตที่ซ่อนอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน สถาบัน และความทรงจำของสังคมด้วย การประชุมครั้งนี้จึงชวนมองว่าวิกฤตอาจปรากฏได้ในหลายรูปแบบ ตั้งแต่ระดับโลก ระดับชาติ ไปจนถึงระดับชีวิตประจำวัน และบางครั้งวิกฤตที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน แต่เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่เงียบ ๆ ภายใต้โครงสร้างทางสังคมมาเป็นเวลานาน
หนังสือ ห้วงแห่งความเงียบงัน จึงเป็นหนึ่งในสิ่งที่ช่วยให้มองเห็น “วิกฤตของเวลาและความทรงจำ” ผ่านมิติของวิกฤตระดับชาติและสถาบันทางสังคมได้อย่างชัดเจน วิกฤตในความหมายนี้ไม่ได้หมายถึงเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงสภาวะความเปราะบางและความผุพังของโครงสร้างทางสังคมที่ดำรงอยู่ต่อเนื่องยาวนานหลังเหตุการณ์สิ้นสุดลง เมื่อกระบวนการทำให้สังคม “ลืม” ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ หากดำเนินผ่านกลไกของรัฐ ระบบกฎหมาย สื่อมวลชน สถาบันการศึกษา และพิธีกรรมสาธารณะต่าง ๆ สถาบันที่ควรทำหน้าที่เก็บรักษาและส่งต่อความทรงจำของสังคมกลับกลายเป็นกลไกของการทำให้หลงลืมเสียเอง
หนังสือของ ดร.ธงชัย จึงชี้ให้เห็นว่า วิกฤตไม่ได้อยู่ที่การเกิดขึ้นของความรุนแรงเท่านั้น แต่อยู่ที่การที่สังคมไม่สามารถเผชิญหน้ากับอดีตของตนเองได้อย่างตรงไปตรงมา ความเงียบงันที่ดำรงอยู่เป็นเวลาหลายทศวรรษสะท้อนภาวะ “ลืมไม่ได้ จำไม่ลง” ที่สังคมไทยยังไม่อาจคลี่คลายได้ เพราะอดีตไม่ได้ถูกลืมไปทั้งหมด แต่ก็ไม่เคยได้รับการจดจำอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม ความทรงจำนี้เลยตกค้างอยู่ระหว่างการรับรู้และการปิดบัง ระหว่างการจดจำและการหลงลืม จนกลายเป็นวิกฤตของเวลาและความทรงจำที่ส่งผลต่อคนหลายรุ่น
ในมุมมองของผู้เขียนรีวิว วิกฤตของความทรงจำเกิดขึ้นเมื่อสังคมไม่สามารถเปลี่ยนอดีตให้กลายเป็นบทเรียนร่วมได้ ความทรงจำบางส่วนถูกเก็บรักษาไว้โดยผู้รอดชีวิตและผู้ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่คนอีกจำนวนมากเติบโตขึ้นโดยแทบไม่เคยรับรู้หรือทำความเข้าใจเหตุการณ์นั้นได้ ส่งผลให้ความทรงจำร่วมของสังคมเกิดการกระจัดกระจายของข้อมูล ไม่สามารถทำหน้าที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกันได้ เมื่อสังคมไม่สามารถอธิบายอดีตให้แก่ตนเองได้อย่างตรงไปตรงมา ก็ยากที่จะสร้างความเข้าใจร่วมเกี่ยวกับความยุติธรรม ความรับผิดชอบ และอนาคตที่ต้องการร่วมกัน
ผู้เขียนจึงเลือกหนังสือเล่มนี้มารีวิว เพราะเห็นว่าหนังสือไม่ได้ศึกษาความรุนแรงในฐานะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจบลงในอดีต แต่เป็นการศึกษาชีวิตของความทรงจำหลังเหตุการณ์ความรุนแรงผ่านกาลเวลา หนังสือชวนให้ตั้งคำถามว่า เหตุใดบางเหตุการณ์ถึงถูกจดจำ เหตุการณ์ใดถึงถูกทำให้เงียบ และใครคือผู้มีอำนาจในการกำหนดว่าความทรงจำแบบไหนควรดำรงอยู่ในสังคม คำถามเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจวิกฤตในระดับชาติและสถาบันทางสังคม เพราะทำให้เห็นว่า ความผุพังเชิงโครงสร้างไม่ได้ปรากฏเฉพาะในระบบการเมืองหรือกฎหมายเท่านั้น แต่ยังปรากฏอยู่ในวิธีที่สังคมจัดการกับอดีตของตนเองด้วย
ขณะเดียวกัน หนังสือยังสะท้อนให้เห็นความพยายามของผู้คนในการรื้อฟื้นความทรงจำที่ถูกกดทับผ่านงานรำลึก งานเขียน พิพิธภัณฑ์ และการบอกเล่าของผู้รอดชีวิต ความพยายามเหล่านี้ไม่ได้เป็นการย้อนกลับไปหาอดีต แต่ยังเป็นความพยายามสร้างความหมายใหม่ให้กับอดีต เพื่อให้สังคมสามารถเรียนรู้จากความสูญเสียและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมีสติ ในแง่นี้ การรื้อฟื้นความทรงจำจึงอาจมองได้ว่าเป็นการสร้าง “จินตภาพใหม่” ต่ออนาคตของสังคมไทย อนาคตที่ความจริง ความยุติธรรม และความทรงจำสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้มากกว่าที่เคยเป็นมา
หนังสือเริ่มต้นด้วยอารัมภบทที่ ดร.ธงชัยเล่าย้อนกลับไปยังเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ในฐานะอดีตนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารองค์การนักศึกษาและทำหน้าที่เป็นโฆษกบนเวทีการชุมนุม ประสบการณ์ตรงของผู้เขียนทำให้งานชิ้นนี้ไม่ได้เป็นเพียงการวิเคราะห์ทางวิชาการจากระยะห่าง แต่เป็นความพยายามทำความเข้าใจอดีตที่ผู้เขียนเองเคยมีชีวิตอยู่ภายในนั้น
ในหนังสือที่แบ่งออกเป็น 10 บท ดร.ธงชัยค่อย ๆ แสดงให้เห็นพลวัตของความทรงจำและความเงียบงัน ตั้งแต่การสร้างเรื่องเล่าหลังการสังหารหมู่ การเริ่มต้นของความเงียบผ่านกระบวนการพิจารณาคดีและนิรโทษกรรม การฝ่าทะลุความเงียบในช่วงครบรอบ 20 ปีของเหตุการณ์ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของความทรงจำในสังคมไทยร่วมสมัย
ประเด็นสำคัญที่ 1 ความเงียบในฐานะผลผลิตของสถาบัน
ข้อโต้แย้งแรกและทรงพลังที่สุดของดร.ธงชัยคือการพิสูจน์ว่าความเงียบงันรอบ 6 ตุลา ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ถูก “ผลิต” ขึ้นอย่างเป็นระบบผ่านกลไกสถาบันหลายระดับ ในชั่วโมงแรกหลังเหตุการณ์ สื่อมวลชนไทยทำงานอย่างแข็งขันในการ “กำหนดกรอบ” ความหมาย ผู้เสียชีวิตถูกนำเสนอว่าเป็น “ภัยต่อชาติ” ทำให้ความรุนแรงดูมีความชอบธรรม
การนิรโทษกรรมปี 2521 ที่ครอบคลุมผู้ก่อเหตุโดยไม่มีการพิจารณาคดีใด ๆ คือตัวอย่างที่ชัดที่สุดของกระบวนการนี้ในระดับสถาบัน รัฐไม่เพียงปกป้องผู้กระทำ แต่ยังส่งสัญญาณว่าเหตุการณ์นั้น “ไม่คุ้มค่าแก่การพูดถึง” กระบวนการนี้แสดงให้เห็นว่าสถาบันมีพลังในการกำหนด “ขอบเขตของสิ่งที่พูดได้” Paul Connerton ชี้ใน How Societies Remember ว่าความทรงจำร่วมถ่ายทอดผ่านพิธีกรรมของสถาบัน แต่ในกรณี 6 ตุลา สถาบันทำงานในทิศตรงกันข้าม มันผลิตการหลงลืม ไม่ใช่ความทรงจำ สิ่งที่ดร.ธงชัยค้นพบคือแม้แต่ “การจำ” ที่มีอยู่บ้าง ก็ไม่ใช่การจำที่เป็นกลาง มันถูกกรองผ่านกรอบที่สถาบันกำหนด ทำให้เรื่องเล่าเกี่ยวกับ 6 ตุลาที่ “อนุญาต” ให้มีอยู่ได้ มักเป็นเรื่องเล่าที่ปลอดภัยต่ออำนาจ ไม่ตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบ นี่คือวิกฤตของสถาบัน เมื่อสถาบันที่ควรเป็นคลังความทรงจำของสังคมกลายเป็นเครื่องมือปิดปากความจริง
ประเด็นสำคัญที่ 2 Unforgetting หรือ ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง
เป็นหัวใจสำคัญของหนังสือที่ ดร.ธงชัย ได้เสนอว่าการรื้อฟื้นความทรงจำไม่ใช่การนำอดีตกลับคืนมาเหมือนเดิม แต่คือการต่อรองใหม่ระหว่างอดีตที่ถูกกดทับกับปัจจุบันที่พยายามจะรับฟังมัน เวลาในที่นี้ไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง แต่ทำงานอย่างย้อนแย้ง ด้านหนึ่ง เวลาเป็นเงื่อนไขของการลืม เพราะผู้รู้เห็นเหตุการณ์ค่อย ๆ ลดน้อยลง แต่อีกด้านหนึ่ง เวลาเองก็เป็นสนามต่อสู้ทางการเมือง เพราะแต่ละยุคสมัยต่างกำหนดว่า ความทรงจำชนิดใดสามารถดำรงอยู่ได้
ตัวอย่างเช่น การพิธีรำลึกครบรอบ 20 ปีในปี 2539 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่รัฐมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการ ว่ารูปแบบการพูดถึงเหตุการณ์ถูกจำกัดด้วยกรอบ “การให้อภัยและการปรองดอง” ที่ปิดกั้นคำถามเรื่องความรับผิดชอบ ทำให้เกิดสิ่งที่อาจเรียกว่า “ความเงียบชนิดใหม่” ที่ดูอ่อนโยนกว่าแต่มีพลังปิดปากพอ ๆ กัน ประเด็นนี้ตั้งคำถามกับสมมติฐานที่ว่าการเปิดพื้นที่สาธารณะ จะนำไปสู่การรักษาบาดแผลโดยธรรมชาติ
ประเด็นสำคัญที่ 3 ร่างกาย พิธีกรรม และความทรงจำ
ดร.ธงชัยแสดงให้เห็นว่า ความทรงจำเกี่ยวกับ 6 ตุลาไม่ได้ดำรงอยู่เพียงในเอกสารหรือคำบอกเล่า แต่มันฝังอยู่ในร่างกายของผู้รอดชีวิต ในอาการบาดเจ็บทางจิตใจ ในพิธีกรรมเล็ก ๆ ของครอบครัว และในวัตถุที่ถูกเก็บรักษาไว้โดยไม่มีคำอธิบาย เวลาทางชีววิทยาอาจเดินต่อไป แต่เวลาทางอารมณ์ของผู้คนจำนวนมากยังคงติดอยู่ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นี่จึงเป็นวิกฤตของเวลา เมื่อเวลาของปัจเจกและเวลาของสังคมไม่ตรงกัน และวิธีการของดร.ธงชัยในการเข้าถึงความทรงจำที่ไม่มีภาษาเหล่านี้ คือการอ่านช่องว่าง อ่านสิ่งที่ไม่ถูกพูดถึงในเอกสารทางการ อ่านรอยแตกในเรื่องเล่า และอ่านความเงียบในฐานะข้อมูล วิธีการนี้สะท้อนการที่ยอมรับว่าความจริง ไม่ได้ปรากฏอยู่เฉพาะในสิ่งที่พูด แต่ยังปรากฏอยู่ในสิ่งที่เลือกจะไม่พูด
ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ไม่ใช่นักวิชาการที่ศึกษาเหตุการณ์ 6 ตุลาจากระยะห่างไกล ๆ งานของเขามีทั้งความเข้มแข็งทางวิชาการและน้ำหนักทางอารมณ์ในฐานะพยานผู้รู้เห็น ขณะเดียวกันงานแปลของคุณสุภัตรา ภูมิประภาสก็ช่วยทำให้หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เพียงงานวิชาการที่อ่านเพื่อ “รู้” แต่เป็นงานที่ทำให้ผู้อ่าน “รู้สึก” ถึงน้ำหนักของความเงียบงันได้ตลอดทั้งเล่ม
ห้วงแห่งความเงียบงัน คือหนังสือที่อ่านแล้วได้ทั้งความรู้และความไม่สบายใจในเวลาเดียวกัน และความไม่สบายใจนั้นคือคุณค่าของหนังสือเล่มนี้ เพราะมันทำให้เราไม่สามารถมองประวัติศาสตร์ไทยในแบบเดิมได้อีก หนังสือเล่มนี้ทำให้เห็นว่า วิกฤตของความทรงจำไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลของกระบวนการทางสังคมและสถาบันที่ออกแบบการลืมอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นไม่ได้มีเพียง “การลืม” หากแต่เป็นภาวะที่ซับซ้อนกว่านั้น นั่นคือการ “ลืมไม่ได้ จำไม่ลง” เพราะเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ไม่เคยหายไปจากความทรงจำของผู้คนอย่างแท้จริง บาดแผลยังคงดำรงอยู่ในร่างกาย ความรู้สึก เรื่องเล่าของผู้รอดชีวิต และความทรงจำของครอบครัว แต่ในขณะเดียวกัน สังคมก็ไม่สามารถสร้างพื้นที่ให้ความทรงจำเหล่านั้นถูกพูดถึงอย่างเต็มที่ ไม่สามารถทำความเข้าใจอดีตผ่านการยอมรับความจริงและความรับผิดชอบร่วมกันได้
ภาวะดังกล่าวจึงกลายเป็น “วิกฤต” เพราะความทรงจำซึ่งควรทำหน้าที่เป็นบทเรียนทางสังคม กลับกลายเป็นความทรงจำที่ขาดความสมบูรณ์ในเชิงสาธารณะ กล่าวคือ อดีตยังคงถูกจดจำ แต่ไม่สามารถถูกพูดถึง ถกเถียง หรือทำความเข้าใจร่วมกันได้อย่างเสรี ส่งผลให้สังคมไม่อาจเรียนรู้จากบาดแผลในอดีตได้อย่างเต็มที่
ดังนั้น วิกฤตของเวลาและความทรงจำในหนังสือเล่มนี้ ไม่ใชแค่เรื่องของการจำเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่คือคำถามว่าสังคมเลือกจะจัดการกับอดีตอย่างไร ใครมีอำนาจในการกำหนดว่าสิ่งใดควรถูกจดจำ และสิ่งใดควรถูกลืม ตราบใดที่สังคมยังไม่สามารถเผชิญหน้ากับอดีตอย่างตรงไปตรงมา ความเงียบงันนั้นก็จะยังคงดำรงอยู่ต่อไปใต้เงาของวิกฤตแห่งเวลาและความทรงจำ
หนังสือเรื่องนี้รวมถึงหนังสืออื่นของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรพร้อมให้บริการที่ห้องสมุด ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ห้องสมุด หรือติดต่อเพื่อขอยืมหนังสือผ่านทาง Facebook Fanpage: ห้องสมุดศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร – SAC Library และ Line: @sac-library
ผู้เขียน
สาวิตรี สากุลา
นักบริการสารสนเทศ
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)