ช่วงเวลาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เรื่อยมาจนถึงศตวรรษที่ 20 ดินแดนต่าง ๆ นอกยุโรป ไม่ว่าจะเป็นละตินอเมริกา แอฟริกา และเอเชียก้าวเข้าสู่ยุคปฏิวัติเพื่อเรียกร้องอิสรภาพจากอำนาจยุโรป ปรากฏการณ์นี้ถูกอธิบายด้วยแนวคิดการรื้อถอนอาณานิคม (decolonization) อันประกอบด้วยคำว่า ‘รื้อถอน’ (de-) และ ‘การกลายเป็นอาณานิคม’ (colonization) ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องศึกษานิยามและความหมายจากรากคำศัพท์ทั้งสองเพื่อให้เข้าใจความหมายของแนวคิด ‘การรื้อถอนอาณานิคม’ ได้ดียิ่งขึ้น
เริ่มต้นด้วยคำว่า ‘การกลายเป็นอาณานิคม’ (colonization) แสดงให้เห็นพลวัตเชิงอำนาจและพื้นที่ของดินแดนหนึ่งจากดินแดนอิสระกลายเป็นดินแดนอาณานิคม (colony) สืบเนื่องจากจักรวรรดินิยม (imperialism) ในยุคหลังฟื้นฟูศิลปวิทยาการในยุโรป ที่ตามมาด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยีการเดินเรือ ทุนนิยมสมัยใหม่ และลัทธิบริโภคนิยมที่ทำให้ดินแดนต่าง ๆ ในยุโรปออกเดินทางเพื่อแสวงหาแหล่งวัตถุดิบและพัฒนาวิถีการผลิตในระดับโลก (Said, 1993: 8; Grosfoguel, 2006) ลัทธิอาณานิคม (colonialism) ในความหมายนี้จึงหมายถึง หน่วยทางสังคมหนึ่งครอบครองหรือพิชิตดินแดนหนึ่ง ครอบงำในทางเศรษฐกิจ-การเมือง และปรับเปลี่ยนหรือแทนที่โครงสร้างทางสังคมเดิม (Ashcroft et al., 1998: 45-51)
สิ่งที่ควรตระหนักคือ แม้ว่าวัตถุประสงค์ของการพัฒนาอาณานิคมในหลายพื้นที่จะมาพร้อมกับแนวคิดการเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ (modernization) หรือการสร้างความอารยะ (civilize) ผ่านการสร้างความรู้เกี่ยวกับเชื้อชาติ เพศสภาวะ และวัฒนธรรม (หรือที่เรียกว่าเป็นภาระของชายผิวขาว ‘white man’s burden’) แต่ผมเห็นด้วยกับ Ramon Grosfoguel ที่ว่าการกลายเป็นอาณานิคมมิได้หมายถึงการก้าวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ ขณะเดียวกันลัทธิอาณานิคมมิได้เป็นสาเหตุ/ผลลัพธ์ของความเป็นสมัยใหม่ (modernity) เสมอไป (Ibid.: 144-147; Grosfuguel, 2007: 218) อารยธรรมและความเป็นสมัยใหม่เป็นเพียงหนึ่งข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการยึดครองดินแดนอื่นที่ถูกมองว่ามีความอ่อนด้อยกว่า
นอกจากนี้ Ramón Grosfoguel ได้เสนอความต่างระหว่างลัทธิอาณานิคม (colonialism) และสภาวะอาณานิคม (coloniality) โดยให้ความเห็นว่า แม้โลกยุคหลังอาณานิคมในศตวรรษที่ 20 สามารถรื้อถอนหน่วยการปกครองดินแดนอาณานิคม แต่อำนาจอาณานิคมยังดำรงอยู่ในรูปของวัฒนธรรมและความรู้แบบอาณานิคมที่ฝังรากลึกมายาวนาน สภาวะอาณานิคมในทรรศนะของ Grosfoguel (2002/2007, op.cit.) รวมถึงข้อเสนอของ Anibal Quijano (2000) จึงหมายถึงการกดขี่หรือการเอารัดเอาเปรียบทางวัฒนธรรม การเมือง เพศสภาวะ จิตวิญญาณ ความรู้ ซึ่งดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องในรูปอาณานิคมทางอำนาจ (coloniality of power) ซึ่งพัวพัน (entanglement) และทับซ้อน (intersectionality) ในหลากหลายมิติ แม้ดินแดนนั้นจะได้รับอิสรภาพแล้วก็ตาม Quijano (ibid.) และ Walter D. Mignolo (2007/2011) เรียกอาณานิคมทางอำนาจรูปแบบนั้นว่า ‘ข่ายใยอาณานิคมทางอำนาจ’ (colonial matrix of power)
ทั้งนี้ความสัมพันธ์แบบอาณานิคมก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมาก Dipesh Chakrabarty (2000) ชวนให้พิจารณาความขัดแย้งทางชนชั้นแบบอาณานิคมซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความขัดแย้งระหว่างเจ้าอาณานิคม (the colonizer) ตะวันตก และผู้อยู่ใต้อาณัติ (the colonized) ที่เป็นชนพื้นเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความขัดแย้งทางชนชั้นกับกลุ่มชนชั้นนำท้องถิ่น สอดคล้องกับข้อสังเกตของ Vivek Chibber (2013) ที่ว่า ชนชั้นกระฎุมพีในดินแดนอาณานิคมล้มเหลวในการรวมพลังกับมวลชนกลุ่มชาวนาและกรรมกรที่พิจารณาผลประโยชน์บนฐานคิดที่แตกต่างกัน กระบวนการสร้างชาติหลังได้รับเอกราชจึงอาจเป็นเพียงการผลิตซ้ำอุดมการณ์ทางการเมืองและวิธีการปกครองของตะวันตกโดยชนชั้นกระฎุมพี ขณะที่ John T. Sidel (2021: 6-18) เสนอว่าขบวนการรื้อถอนอาณานิคมควรก้าวให้พ้นกรอบแนวคิดชาตินิยมแบบทางการและพรมแดนรัฐชาติ ซึ่งมักมองขบวนการเคลื่อนไหวเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน (homogeneity) ทั้งในเชิงประชากรและอุดมการณ์ แต่ในความเป็นจริงอาจประกอบด้วยคนหลากกลุ่มหลายเชื้อชาติ และอาจเคลื่อนไหวด้วยอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน
ขณะเดียวกันนักคิดสกุลหลังอาณานิคมศึกษา (postcolonial studies) และโลกใต้ศึกษา (global south studies) ก็ให้ความสนใจกับทฤษฎีและปฏิบัติการในการรื้อถอนทำลายอำนาจอาณานิคม ทั้งนี้แนวคิดการรื้อถอนอาณานิคม (decolonization) และสภาวะอาณานิคม (decoloniality) ก็สะท้อนนัยที่แตกต่างกัน การรื้อถอนอาณานิคมคือกระบวนการทำให้ดินแดนอาณานิคมกลายเป็นอิสระและมีสิทธิในการปกครองตนเอง[1](Mignolo & Walsh, 2018: 120-124) ฉะนั้น ปรากฏการณ์การต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชของดินแดนต่าง ๆ ในละตินอเมริกา แอฟริกา เอเชีย ตลอดจนเกาะต่าง ๆ ในภูมิภาคแปซิฟิกจึงนับว่าเป็นกระบวนการรื้อถอนอาณานิคมที่เกิดขึ้นพร้อมกับการประกาศอิสรภาพหรือเอกราช
ขณะที่การรื้อถอนสภาวะอาณานิคม คือ การตัดความเชื่อมโยง (delinking) จากข่ายใยอาณานิคมทางอำนาจสู่การเป็นซับเจกต์ที่เป็นอิสระ (becoming decolonial subject) สามารถจัดการตนเองทั้งในฐานะผู้คิด ผู้กระทำการ และผู้ปฏิบัติ (Amin, 1990; Mignolo & Walsh, loc.cit.: 125-130) ข้อพึงระวังของแนวคิดรื้อถอนสภาวะอาณานิคมคือ กับดักทวิภาวะ (duality) ที่ปฏิเสธการดำรงอยู่ของความเป็นตะวันตกโดยสิ้นเชิง (Chibber, loc.cit.) เพราะแท้จริงการรื้อถอนสภาวะอาณานิคมคือการจินตนาการและต่อสู้เพื่อเป็นอิสระ (being free) ที่ปราศจากการครอบงำทางอำนาจของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (Grosfoguel, 2007: 219-221)
การรื้อถอนสภาวะอาณานิคมจำเป็นต้องพิจารณาตั้งแต่คุณลักษณะของ ‘สภาวะอาณานิคม’ หรือข่ายใยอาณานิคมทางอำนาจที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคม จะทำให้เห็นว่าตัวแสดงกลุ่มต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้ข่ายใยเหล่านั้นกำลังต่อสู้เพื่อรื้อถอนอำนาจใดบ้าง และควรจัดวางความสัมพันธ์ของตัวแสดงในลักษณะเครือข่ายผู้กระทำการ (actor-network) ที่ไม่ได้แยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง และตัวแสดงอาจมีความคิดทางการเมืองหรืออุดมการณ์ของการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน แม้กำลังต่อสู้กับข่ายใยอาณานิคมทางอำนาจเดียวกัน การศึกษาประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาว่าด้วยการรื้อถอนสภาวะอาณานิคมจะเผยให้เห็นพลวัตของเครือข่ายผู้กระทำการและความเปลี่ยนแปลงของความรู้ที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการรื้อถอนสภาวะอาณานิคม
[1] แนวคิดที่มีความหมายใกล้เคียงกันคือ “การต่อต้านอาณานิคม” (anti-colonialism) หมายถึง ปฏิบัติการของตัวแสดงที่เป็นผู้อยู่ใต้อาณัติในการต้านทานอำนาจของเจ้าอาณานิคมในรูปแบบต่าง ๆ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการต่อต้านอาณานิคมสามารถนำไปสู่การรื้อถอนอาณานิคมได้เช่นกัน (Ashcroft et al., 1998; 14-17; Jefferess, 2008: 57-94)
รายการอ้างอิง
Amin, S. (1990). Delinking: Towards a Polycentric World. London: Zed Books.
Ashcroft, B., Griffiths, G. & Tiffin, H. (1998). Key Concepts in Post-colonial Studies. London: Routledge.
Chakrabarty, D. (2000). Subaltern Studies and Postcolonial Historiography. Nepantla: Views from South, 1(1), 9-32.
Chibber, V. (2013). Postcolonial Theory and the Specter of Capital. London: Verso.
Grosfuguel, R. (2002). Colonial Difference, Geopolitics of Knowledge, and Global Coloniality in the Modern/Colonial Capitalist World-System. Review, 25(3), 203-224.
Grosfuguel, R. (2006). World-Systems Analysis in the Context of Transmodernity, Border Thinking, and Global Coloniality. Review, 29(2), 167-187.
Grosfuguel, R. (2007). The Epistemic Decolonial Turn: Beyond Political-Economy Paradigms. Cultural Studies, 21(2-3), 211-223.
Jefferess, D. (2008). Postcolonial Resistance: Culture, Liberation, and Transformation. Toronto: University of Toronto Press.
Mignolo, W. D. (2007). Introduction: Coloniality of Power and De-colonial Thinking. Cultural Studies, 21(2-3), 155-167.
Mignolo, W. D. (2011). The Darker Side of Western Modernity: Global Futures, Decolonial Options. Durham, North Carolina: Duke University Press.
Mignolo, W. D. & Walsh, C. E. (2018). On Decoloniality: Concepts, Analytics, Praxis. Durham, North Carolina: Duke University Press.
Quijano, A. (2000). Coloniality of Power, Eurocentrism, and Latin America. Nepantla: Views from South, 1(3), 533-580.
Said, E. W. (1993). Culture and Imperialism. New York: Knopf.
Sidel, J. T. (2021). Republicanism, Communism, Islam: Cosmopolitan Origins of Revolution in Southeast Asia. Ithaca, New York: Cornell University Press.